เดลิเวอรี่ vs QR Order ร้านอาหาร 2026: ลดค่า GP 30% ให้เหลือกำไรจริง
คำตอบสั้น: แอปเดลิเวอรี่ในไทยปี 2026 (Grab, LINE MAN, ShopeeFood, Robinhood) หักค่า GP ราว 30% ของราคาอาหาร บวก VAT 7% บนค่า GP เช่น Grab ปกติรวมราว 32.1% จึงเหมาะใช้หาลูกค้าใหม่มากกว่าเป็นช่องทางทำกำไรหลัก ส่วน QR Order หน้าโต๊ะคือให้ลูกค้าสแกน QR ที่โต๊ะแล้วสั่งจากมือถือตัวเอง ออเดอร์เข้าครัวทันทีโดยไม่มีค่า GP ร้านที่มีที่นั่งควรใช้หน้าร้าน + QR Order เป็นแกนหลัก แล้วใช้เดลิเวอรี่ 1–2 เจ้าเป็นตัวเสริม
คุณตั้งราคาเมนูมาอย่างดีให้ได้ food cost 30–35% (ดูบทที่ 10) แต่พอเริ่มขายผ่านเดลิเวอรี่ กำไรที่เคยคำนวณไว้กลับหายไปเกือบหมด นี่คือความจริงข้อแรกที่เจ้าของร้านมือใหม่ต้องเข้าใจในปี 2026: ทุกออเดอร์ที่ผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ คุณกำลังจ่าย ค่า GP (Gross Profit / ส่วนแบ่งที่แพลตฟอร์มหัก) ประมาณ 30% หรือมากกว่า บางครั้งบวกค่าโปรโมชั่นแล้วแตะ 35%
เดลิเวอรี่ไม่ใช่ผู้ร้าย มันคือ "ป้ายโฆษณาที่จ่ายเมื่อขายได้" ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักร้านคุณเจอคุณ และยอมจ่ายค่าส่งเพื่อกินอาหารของคุณถึงบ้าน แต่ปัญหาคือ ถ้าคุณพึ่งเดลิเวอรี่ช่องทางเดียว ร้านจะเหนื่อยฟรี ขายดีแต่ไม่เหลือเงิน เพราะกำไรไหลออกไปอยู่ที่แพลตฟอร์มเกือบทั้งหมด หลายร้านที่ดู "ออเดอร์เด้งทั้งวัน" แต่สิ้นเดือนแทบไม่เหลือเงิน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขายไม่ดี แต่อยู่ที่ขายผิดช่องทาง
บทนี้จะบอกคุณตรงๆ ว่าแต่ละแพลตฟอร์มคิดเงินยังไง ออเดอร์ 100 บาทคุณเหลือกี่บาท และที่สำคัญที่สุดคือวิธีสร้าง "ช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของ" อย่าง QR Order หน้าโต๊ะที่เสียค่าคอมฯ 0% เพื่อให้ลูกค้าประจำกลับมาสั่งในช่องทางที่ทำกำไรให้คุณจริง พร้อมตารางเทียบกำไร สูตรตั้งราคาในแอป และข้อผิดพลาดที่ทำให้ร้านเจ๊งทั้งที่ยอดขายดี ทุกอย่างลอกไปใช้วางแผนได้ทันที
💡 เคล็ดลับ: ก่อนอ่านต่อ ให้หยิบเมนูขายดีที่สุด 1 อย่างของคุณมาวางไว้ พร้อมตัวเลขต้นทุนวัตถุดิบของจานนั้น แล้วคำนวณตามทุกตัวอย่างในบทนี้ไปด้วย จบบทคุณจะรู้ทันทีว่าจานนั้นควรขายช่องทางไหน และควรตั้งราคาในแอปเท่าไหร่
เข้าใจ "ค่า GP" ให้ขาด ก่อนเซ็นสัญญาแพลตฟอร์มไหน
ก่อนสมัครเดลิเวอรี่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง คุณต้องเข้าใจว่าเงินถูกหักตรงไหนบ้าง ค่า GP คือเปอร์เซ็นต์ที่แพลตฟอร์มหักจาก ราคาอาหาร (ไม่ใช่ค่าส่ง ค่าส่งเป็นเงินของไรเดอร์/แพลตฟอร์ม) ตัวเลขที่แพลตฟอร์มประกาศเอง ณ ปี 2026:
- Grab — คู่มือร้านค้าระบุอัตราปกติ 30% + VAT 7% ของค่าคอมมิชชัน รวมราว 32.1% (อัตราต่างกันได้ตามประเภทบริการ)
- LINE MAN — ระบุว่า GP เฉลี่ย 30–35% ก่อน VAT
- ShopeeFood — ไม่ประกาศอัตรากลาง แจ้งในอีเมลอนุมัติของแต่ละร้าน
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) คิดบนค่า GP อีกที (อัตรา 7% ขยายถึง 30 ก.ย. 2027) ขอใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มไว้ลงบัญชี
- ร่วมโปรโมชั่น/ส่วนลด/โฆษณาในแอป เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มจาก GP ตัวอย่างในบทนี้สมมติเพิ่มอีกราว 5% (ประมาณการ แล้วแต่แคมเปญ)
- รอบโอนเงิน Grab โอนวันถัดไป LINE MAN โอนวันถัดไปเมื่อยอดถึง ฿500 ShopeeFood เมื่อยอดถึง ฿200 ถ้าไม่ถึงจะรวมโอนวันที่ 1 ของเดือนถัดไป
ช่วงที่มีโครงการรัฐ เช่น "ไทยช่วยไทยพลัส" ปี 2026 บางแพลตฟอร์มลด GP ให้ร้านที่เข้าร่วมเหลือ 9–15% เฉพาะออเดอร์ในโครงการ และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากำลังร่างแนวทางเรื่องความเป็นธรรมของค่า GP ตัวเลขจึงเปลี่ยนได้ ให้เช็กหน้าร้านค้า (merchant) ของแต่ละเจ้าก่อนเซ็นเสมอ
ค่า GP กับ "ค่าใช้จ่ายแฝง" ที่มือใหม่มักลืม
หลายคนคิดว่าจ่ายแค่ % GP จบ แต่จริงๆ ยังมีต้นทุนอื่นที่กินกำไรเงียบๆ ลองดูตารางนี้ว่าเงิน 100 บาทในแอปหายไปไหนบ้าง (สมมติ GP 30% + ร่วมโปรฯ 5%):
| รายการ | คิดจาก | ตัวอย่าง (ออเดอร์ 100 บาท) |
|---|---|---|
| ค่า GP พื้นฐาน | ราคาอาหาร | 30 บาท |
| ค่าร่วมโปรฯ/ป้ายลดราคา | ราคาอาหาร | 5 บาท |
| VAT บนค่า GP | ค่า GP รวม | ~2.45 บาท |
| ค่ากล่อง/แพ็กเกจจิ้งเดลิเวอรี่ | ต่อออเดอร์ | 3–8 บาท |
| รวมหักจริง | ~40–45 บาท | |
| เหลือเข้าร้านจริง | ~55–60 บาท |
จะเห็นว่า "GP 30%" เมื่อรวมโปรฯ VAT และกล่องแล้ว ต้นทุนช่องทางในตัวอย่างนี้อยู่ที่ 40–45% ไม่ใช่ 30% นี่คือเลขที่คุณต้องใช้คำนวณราคา ไม่ใช่เลขหน้าโฆษณา
💡 เคล็ดลับ: อย่าดูแค่ตัวเลข % GP ให้ขอ "ใบเสนอราคา/สัญญาฉบับเต็ม" แล้วถามให้ชัด 4 ข้อ คือ (1) GP จริงรวมทุกอย่างกี่ % (2) มีค่าแรกเข้า/ค่ารายเดือนไหม (3) ถ้าไม่ร่วมโปรฯ จะถูกลดการมองเห็นในแอปหรือเปล่า (4) VAT คิดยังไงและออกใบกำกับให้ไหม ตัวเลขในโฆษณามักเป็นเรตต่ำสุดที่มีเงื่อนไข
⚠️ ระวัง: ค่า GP ที่หักไปบางส่วนเป็น "ค่าใช้จ่าย" ที่นำไปลงบัญชีลดภาษีได้ (ดูบทที่ 16) เก็บใบแจ้งยอด/ใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มทุกเดือน อย่าปล่อยให้หายเพราะนั่นคือเงินภาษีที่คุณจ่ายเกินโดยไม่จำเป็น
เทียบแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ที่ยังเปิดในไทย 2026
ปี 2026 แอปส่งอาหารหลักในไทยเหลือ 4 เจ้า คือ Grab, LINE MAN, ShopeeFood และ Robinhood (ทั้งสี่เจ้าคือรายชื่อที่รัฐใช้ในโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ปี 2026) ส่วน foodpanda ยุติบริการในไทยแล้ว แอปหยุดใช้งานเมื่อ 23 พ.ค. 2025 และ Robinhood รับโอนลูกค้า ร้านค้า และไรเดอร์ของ foodpanda ไป ถ้าร้านคุณยังมีป้ายหรือลิงก์ foodpanda อยู่ ให้เอาออก
| แพลตฟอร์ม | ค่า GP (ตามที่แพลตฟอร์มแจ้ง) | รอบโอนเงิน | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| Grab | ปกติ 30% + VAT บนค่า GP (รวม ~32.1%) | วันถัดไป | อัตราต่างกันได้ตามประเภทบริการ |
| LINE MAN | เฉลี่ย 30–35% ก่อน VAT | วันถัดไปเมื่อยอดถึง ฿500 | อยู่ในเครือ LINE MAN Wongnai |
| ShopeeFood | ไม่ประกาศอัตรากลาง แจ้งในอีเมลอนุมัติ | วันถัดไปเมื่อยอดถึง ฿200 | ขอดูอัตราเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเปิดขาย |
| Robinhood | ไม่พบอัตราที่ประกาศบนเว็บ ให้สอบถามทีมร้านค้าโดยตรง (เดิมเคยชูจุดขาย GP 0% แต่เจ้าของเปลี่ยนแล้ว) | ตามสัญญา | SCBX ขายให้กลุ่ม Yip In Tsoi ปี 2024 และรับฐานของ foodpanda ปี 2025 |
กลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับร้านเล็ก: เริ่มจาก 1–2 เจ้าที่ "ไรเดอร์เยอะในทำเลคุณ" ก่อน เพราะออเดอร์ที่หาไรเดอร์ไม่ได้คือออเดอร์ที่ลูกค้ายกเลิกและให้ดาวน้อย ลองเปิดเมนูแค่บางส่วน (best seller ที่ทนต่อการขนส่ง) แล้วค่อยขยายเมื่อระบบครัวพร้อม
วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับร้านคุณ (5 คำถาม)
แทนที่จะเดาหรือลงตามคนอื่น ลองตอบ 5 คำถามนี้ก่อนสมัคร:
- ทำเลคุณไรเดอร์เจ้าไหนเยอะที่สุด? ลองเปิดแอปทั้ง 4 เจ้าตอนเที่ยงและตอนเย็น สั่งจากร้านใกล้ๆ ดู เจ้าที่ไรเดอร์รับเร็วคือเจ้าที่ออเดอร์คุณจะไม่ถูกยกเลิก
- กลุ่มลูกค้าคุณใช้แอปไหน? ถามลูกค้าที่หน้าร้านตรงๆ ว่าปกติสั่งผ่านแอปไหน บางกลุ่มผูกกับโปรฯ ของ ShopeeFood หรือส่วนลดเฉพาะของแต่ละแอป
- เมนูคุณทนขนส่งไหม? ของทอด ของน้ำ ไอติม ต้องคิดเรื่องแพ็กเกจจิ้งและระยะส่งก่อน
- ครัวคุณรับออเดอร์พีคพร้อมกันได้กี่ออเดอร์? ลงหลายเจ้าพร้อมกันตอนครัวยังไม่นิ่ง = ทำอาหารช้า ดาวตก
- คุณรับเงื่อนไขรอบโอนเงินของเจ้านั้นได้ไหม? ถ้ากระแสเงินสดตึง เจ้าที่โอนถี่กว่าช่วยได้มาก
💡 เคล็ดลับ: เงื่อนไขค่า GP เปลี่ยนได้ตลอดและมีโปรฯ สมัครเป็นช่วงๆ ก่อนตัดสินใจให้เข้าไปดูที่หน้าสมัครร้านค้า (merchant) ของแต่ละเจ้าโดยตรง และอย่าลืมว่าบทนี้ให้ "ช่วงตัวเลขในตลาด" ไว้วางแผน ตัวเลขจริงของร้านคุณให้ยึดตามสัญญาที่เซ็น
⚠️ ระวัง: อย่าลงครบ 4 เจ้าในสัปดาห์แรกที่เปิดร้าน ช่วงนั้นครัวยังไม่นิ่ง ถ้าออเดอร์เด้งพร้อมกันจากหลายแอปแล้วทำไม่ทัน ลูกค้าจะให้ดาว 1 ทันที และรีวิวแย่ในช่วงเปิดร้านจะตามหลอกหลอนคุณไปอีกหลายเดือน
ออเดอร์ 100 บาท คุณเหลือกี่บาท (ตัวอย่างคำนวณจริง)
ทฤษฎีพูดยาก มาดูตัวเลขจริงกัน สมมติคุณขายข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว ราคาขาย 100 บาท ต้นทุนวัตถุดิบ (food cost) 33 บาท เปรียบเทียบ 3 ช่องทาง:
ช่องทางที่ 1: ขายผ่านเดลิเวอรี่ (GP รวม 32%)
- ราคาขายในแอป 100 บาท (สมมติคุณไม่บวกราคาเพิ่ม)
- หักค่า GP 32% = เหลือเข้าร้าน 68 บาท
- หักต้นทุนวัตถุดิบ 33 บาท = กำไรขั้นต้น 35 บาท
ช่องทางที่ 2: ลูกค้าสั่งตรงผ่าน QR Order หน้าโต๊ะ (ค่าคอมฯ 0%)
- ราคาขาย 100 บาท เข้าร้านเต็ม 100 บาท
- หักต้นทุนวัตถุดิบ 33 บาท = กำไรขั้นต้น 67 บาท
ช่องทางที่ 3: ขายหน้าร้านปกติ (พนักงานรับออเดอร์)
- ราคาขาย 100 บาท เข้าร้านเต็ม 100 บาท
- หักต้นทุนวัตถุดิบ 33 บาท = กำไรขั้นต้น 67 บาท (แต่มีต้นทุนแรงพนักงานรับออเดอร์/จดผิด)
เห็นชัดเลยว่า ออเดอร์เดลิเวอรี่ทำกำไรขั้นต้นให้คุณ น้อยกว่าช่องทางของตัวเองเกือบเท่าตัว (35 บาท เทียบ 67 บาท) นี่คือเหตุผลที่ร้านเก่งๆ ใช้เดลิเวอรี่ "หาลูกค้าใหม่" แล้วพยายามดึงเขากลับมาสั่งช่องทางตรงที่กำไรดีกว่า
กรณีศึกษา: ร้านกะเพราป้านิด ยอด 100 ออเดอร์/วัน
ลองดูร้านตามสั่งเล็กๆ ที่ขาย 100 ออเดอร์/วัน เฉลี่ยจานละ 100 บาท food cost 33% ดูว่า "สัดส่วนช่องทาง" เปลี่ยนกำไรทั้งเดือนอย่างไร (เดือน = 30 วัน, ยอดขาย 300,000 บาท/เดือน):
| แบบ | สัดส่วนช่องทาง | กำไรขั้นต้น/เดือน | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|
| A: พึ่งเดลิเวอรี่ | เดลิเวอรี่ 90% / หน้าร้าน 10% | ~117,000 บาท | ฐาน |
| B: สมดุล | เดลิเวอรี่ 40% / QR+หน้าร้าน 60% | ~159,000 บาท | +42,000 บาท |
| C: เน้นช่องทางตรง | เดลิเวอรี่ 25% / QR+หน้าร้าน 75% | ~175,000 บาท | +58,000 บาท |
ยอดขายเท่ากันทุกแบบ (300,000 บาท) แต่แค่ย้ายสัดส่วนช่องทางจากแบบ A มาแบบ C กำไรขั้นต้นต่างกัน ~58,000 บาท/เดือน หรือเกือบ 700,000 บาท/ปี นี่คือพลังของการจัด channel mix ที่ดี — คุณไม่ต้องขายเพิ่มเลยสักจาน แค่ขายให้ถูกช่องทาง
💡 เคล็ดลับ: ถ้าจะขายเดลิเวอรี่ ให้ ตั้งราคาในแอปสูงกว่าหน้าร้าน เพื่อชดเชยค่า GP (ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจว่าราคาในแอปแพงกว่า) บวกแค่ 10–20% ยังชดเชย GP 30% ไม่หมด ถ้าอยากได้กำไรขั้นต้นเท่าหน้าร้านมักต้องบวก 40% ขึ้นไป ใช้สูตรในหัวข้อถัดไป แล้วเทียบกับราคาร้านคล้ายกันในย่านก่อนล็อก
ตั้งราคาในแอปเดลิเวอรี่อย่างไรให้ไม่ขาดทุน
การตั้งราคาในแอปคือจุดที่ร้านมือใหม่พลาดบ่อยที่สุด ถ้าตั้งเท่าหน้าร้าน คุณขาดทุนกำไรไปครึ่งหนึ่งทันที วิธีที่ถูกต้องคือ คำนวณย้อนกลับจากกำไรที่อยากเหลือ ไม่ใช่บวกมั่วๆ
สูตรตั้งราคาเดลิเวอรี่แบบง่าย
สมมติคุณอยากให้ออเดอร์เดลิเวอรี่เหลือกำไรขั้นต้นใกล้เคียงหน้าร้าน เมนูกะเพราหน้าร้าน 60 บาท food cost 20 บาท (กำไรขั้นต้นหน้าร้าน = 40 บาท):
| ขั้น | วิธีคิด | ตัวเลข |
|---|---|---|
| 1. กำไรขั้นต้นที่อยากเหลือ | เท่าหน้าร้าน | 40 บาท |
| 2. บวกต้นทุนวัตถุดิบ | + food cost | 40 + 20 = 60 บาท |
| 3. บวกค่ากล่อง | + แพ็กเกจจิ้ง | 60 + 5 = 65 บาท |
| 4. หารด้วย (1 − GP รวม) | ÷ (1 − 0.35) | 65 ÷ 0.65 = 100 บาท |
| ราคาตั้งในแอป | ~100 บาท (ปัดสวยๆ) |
จากกะเพรา 60 บาทหน้าร้าน คุณควรตั้งในแอปประมาณ 100 บาท (บวกขึ้นราว 67%) ฟังดูเยอะ แต่นี่คือราคาที่ทำให้คุณ "ไม่ขาดทุนกำไร" หลังโดนหัก GP 35% และค่ากล่อง ถ้าบวกน้อยกว่านี้ คุณกำลังเอากำไรหน้าร้านไปอุดเดลิเวอรี่
เทียบราคากับคู่แข่งก่อนล็อกราคา
ตั้งราคาตามสูตรแล้วต้องเช็กตลาดด้วย ถ้าราคาคุณแพงกว่าร้านคล้ายๆ กันในย่านเดียวกันมาก คนจะเลื่อนผ่าน วิธีบาลานซ์:
- เปิดแอปเดลิเวอรี่ ค้นเมนูเดียวกันในรัศมี 3 กม. จดราคา 5 ร้าน
- ถ้าราคาตามสูตรของคุณสูงกว่าค่ากลางตลาดมาก ให้ลด food cost (จัดสูตร/ลดแกรมให้พอดี ดูบทที่ 10) แทนการขายขาดทุน
- อย่าลดราคาในแอปให้เท่าหน้าร้านเด็ดขาด — ถ้าทำกำไรเดลิเวอรี่ไม่ได้จริงๆ ให้ตัดเมนูนั้นออกจากแอป ดีกว่าขายทุกจานแล้วขาดทุน
⚠️ ระวัง: ห้ามใช้เมนูที่ food cost สูงมาก (เช่น ซีฟู้ด สเต๊ก) เป็นตัวชูโรงในเดลิเวอรี่โดยไม่คิดให้ดี เพราะเมื่อบวกราคาชดเชย GP แล้วราคาจะสูงจนคนไม่สั่ง เมนูที่เหมาะกับเดลิเวอรี่คือเมนู food cost ต่ำ–กลาง ทนขนส่ง และทำซ้ำได้เร็ว
ทำไมต้องมี "ช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของ"
ปัญหาใหญ่ของการพึ่งแพลตฟอร์มอย่างเดียวคือ คุณไม่ได้เป็นเจ้าของลูกค้า แพลตฟอร์มถือข้อมูลลูกค้าไว้หมด คุณส่งโปรโมชั่นหาเขาเองไม่ได้ เปลี่ยนกฎเมื่อไหร่ค่า GP ขึ้นเมื่อไหร่คุณก็ต้องรับ ช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของช่วยแก้ปัญหานี้ และมีหลายแบบให้เริ่ม:
- QR Order หน้าโต๊ะ — ลูกค้าที่นั่งในร้านสแกน QR สั่งเองจากมือถือ ค่าคอมฯ 0%
- LINE OA สั่งตรง — ใช้ LINE Official Account ที่ตั้งไว้ (ดูบทที่ 12) รับออเดอร์ส่งเองในรัศมีใกล้ร้าน
- เว็บไซต์ร้าน/เพจ/โทรสั่ง + ส่งเอง — รับออเดอร์เดลิเวอรีหรือให้มารับเอง แล้วให้พนักงานไปส่ง หรือเรียกไรเดอร์ผ่านแอปส่งของ (เช่น Lalamove, Grab Express, LINE MAN Messenger) เป็นเที่ยว เหมาะกับออเดอร์ใกล้ร้าน
ส่งเองคุ้มกว่าจ่าย GP ไหม: คำนวณก่อนเปิดรับ
แอปส่งของคิดค่าไรเดอร์ต่อเที่ยวตามระยะทางและเวลา (Lalamove ประกาศราคาเริ่มต้น "฿33*" และให้ดูราคามอเตอร์ไซค์จริงในแอป ส่วน Grab Express และ LINE MAN Messenger แสดงราคาในแอปก่อนกดเรียก) ตัวอย่างด้านล่าง สมมติ ค่าไรเดอร์ 50 บาทต่อเที่ยว ให้แทนด้วยราคาที่คุณเห็นในแอปจริง:
| ยอดออเดอร์ | GP ราว 32% ถ้าขายผ่านแอป | ส่งเอง ร้านออกค่าไรเดอร์ทั้งหมด (สมมติ 50 บาท) | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|
| 100 บาท | ~32 บาท | 50 บาท | ส่งเอง แพงกว่า 18 บาท |
| 200 บาท | ~64 บาท | 50 บาท | ส่งเองถูกกว่า 14 บาท |
| 400 บาท | ~128 บาท | 50 บาท | ส่งเองถูกกว่า 78 บาท |
กฎง่ายๆ คือ ส่งเองคุ้มเมื่อค่าไรเดอร์ที่ร้านออกต่ำกว่า GP ของออเดอร์นั้น จึงควรตั้งยอดสั่งขั้นต่ำ (เช่น 200 บาทขึ้นไป) จำกัดรัศมีส่ง และให้ลูกค้าช่วยจ่ายค่าส่งบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งลูกค้าที่สั่งผ่านแอปก็จ่ายค่าส่งแยกอยู่แล้ว อย่าลืมนับเวลาพนักงานที่ใช้โทรเรียกไรเดอร์และแพ็กของด้วย
ช่องทางพวกนี้ไม่ได้มาแทนเดลิเวอรี่ แต่มาเสริมให้คุณ เก็บกำไรจากลูกค้าประจำ ที่รู้จักร้านดีอยู่แล้ว คนที่กินร้านคุณทุกสัปดาห์ไม่จำเป็นต้องสั่งผ่านแอปที่หักคุณ 30% ทุกครั้ง
"เจ้าของลูกค้า" สำคัญกว่าที่คิด
ลองนึกภาพสองร้านที่ยอดขายเท่ากัน ร้าน A พึ่งเดลิเวอรี่ล้วน ร้าน B มีฐานลูกค้า LINE 2,000 คน วันที่แพลตฟอร์มขึ้นค่า GP หรือตัดการมองเห็น ร้าน A ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรับสภาพ แต่ร้าน B แค่ส่งข้อความหาลูกค้า 2,000 คน บอกโปรฯ ใหม่ ก็มีออเดอร์เข้าทันทีโดยไม่เสียค่า GP สักบาท นี่คือเหตุผลที่ "การเป็นเจ้าของช่องทางและข้อมูลลูกค้า" คือสินทรัพย์ระยะยาวที่สำคัญที่สุดของร้าน วิธีเก็บและดูแลฐานลูกค้าประจำดูเพิ่มในบทที่ 18
⚠️ ระวัง: อย่าใช้วิธี "แอบแนบใบปลิวชวนสั่งตรง/หักราคา" ลงในกล่องเดลิเวอรี่เพื่อดึงลูกค้าออกจากแพลตฟอร์ม สัญญาร้านค้าของบางแพลตฟอร์มอาจมีข้อห้ามเรื่องนี้และมีบทลงโทษ อ่านเงื่อนไขของเจ้าที่คุณใช้ให้ชัดก่อน แล้วใช้วิธีที่ถูกกติกาแทน เช่น ทำอาหารให้อร่อยจนเขาอยากตามมากินที่ร้าน แล้วค่อยชวนแอด LINE ที่หน้าร้าน
QR Order หน้าโต๊ะ: ขายดีขึ้น ไม่ต้องจ่าย GP
สำหรับร้านที่มีที่นั่ง (ร้านอาหารตามสั่ง คาเฟ่ ร้านก๋วยเตี๋ยว ปิ้งย่าง ไปจนถึงร้านในตลาด) QR Order หน้าโต๊ะ คือเครื่องมือเพิ่มกำไรที่มาแรงในปี 2026 หลักการง่ายมาก คุณติด QR ไว้ที่โต๊ะ ลูกค้าสแกนแล้วเห็นเมนูพร้อมรูป สั่งเองได้เลยจากมือถือ ออเดอร์เด้งเข้าครัวทันที โดย ไม่ต้องให้ลูกค้าโหลดแอปใดๆ
QR Order ทำงานอย่างไร: ตั้งแต่ลูกค้านั่งจนเก็บเงิน
ระบบส่วนใหญ่ทำงานเหมือนกันเป็น 6 ขั้น:
- ร้านใส่เมนูลงระบบ — รูป ราคา หมวด และตัวเลือก เช่น ระดับความเผ็ด หรือ "ไข่ดาว +10 บาท"
- แต่ละโต๊ะมี QR ของตัวเอง — ระบบจึงรู้ว่าออเดอร์มาจากโต๊ะไหน บางระบบออก QR ใหม่ทุกครั้งที่ลูกค้านั่ง กันคนสั่งเล่นจากนอกร้าน
- ลูกค้าสแกนด้วยกล้องมือถือ — เมนูเปิดในเบราว์เซอร์ ไม่ต้องโหลดแอป ไม่ต้องสมัครสมาชิก และเลือกภาษาได้
- ออเดอร์เข้าร้านทันที — มือถือหรือแท็บเล็ตของร้านมีเสียงเตือน และถ้าต่อเครื่องพิมพ์ไว้ บิลครัวจะพิมพ์ออกเอง
- สั่งเพิ่มได้ตลอด — ทุกออเดอร์ของโต๊ะรวมเป็นบิลเดียว พนักงานไม่ต้องวิ่งจด
- เช็กบิลและปิดโต๊ะ — รับเงินสด หรือให้ลูกค้าสแกน PromptPay QR ที่ใส่ยอดไว้แล้ว ยอดขายเข้ารายงานโดยไม่ต้องจดมือ
จุดที่ต้องเข้าใจคือ QR Order ไม่ได้มาแทนพนักงาน แต่ตัดงานจดออเดอร์และเดินส่งกระดาษเข้าครัวออกไป พนักงานจึงมีเวลาเสิร์ฟ เก็บโต๊ะ และดูแลลูกค้าที่ไม่ถนัดมือถือ ร้านที่มีลูกค้าสูงอายุควรให้พนักงานสั่งแทนจากเครื่องของร้านได้ด้วย
ข้อดีที่จับต้องได้:
- ไม่มีค่า GP — ต่างจากเดลิเวอรี่ที่หัก ~30% ค่าใช้จ่ายขึ้นกับระบบที่เลือก (บางเจ้าฟรี บางเจ้าคิดรายเดือน บางเจ้าหักเปอร์เซ็นต์ต่อบิล) เลือกแบบที่ไม่หักเปอร์เซ็นต์ เงินค่าอาหารก็เข้าร้านเต็ม
- ลดภาระพนักงาน — ไม่ต้องวิ่งจดออเดอร์ จดผิดน้อยลง ใช้คนน้อยลง (ช่วยเรื่องต้นทุนแรงในบทที่ 14)
- เพิ่มยอดต่อโต๊ะ — ลูกค้าเห็นรูปเมนูครบ สั่งของหวาน/เครื่องดื่มเพิ่มง่ายขึ้น สั่งซ้ำได้เองไม่ต้องเรียกพนักงาน
- รองรับหลายภาษา — สำคัญมากถ้าร้านคุณอยู่ย่านนักท่องเที่ยว (ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา เกาะ)
QR Order เพิ่มยอดต่อโต๊ะได้จริงแค่ไหน
หลายร้านพบว่าหลังใช้ QR Order ยอดเฉลี่ยต่อโต๊ะเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้า "สั่งเพิ่มเอง" ได้โดยไม่ต้องรอเรียกพนักงาน ลองดูตัวอย่างร้านก๋วยเตี๋ยว 20 โต๊ะ:
| รายการ | ก่อนใช้ QR Order | หลังใช้ QR Order |
|---|---|---|
| ยอดเฉลี่ย/โต๊ะ | 140 บาท | 165 บาท |
| สั่งของหวาน/เครื่องดื่มเพิ่ม | นานๆ ครั้ง (ต้องเรียกพนักงาน) | บ่อยขึ้น (กดสั่งเองได้) |
| จำนวนโต๊ะ/วัน | 60 โต๊ะ | 60 โต๊ะ |
| ยอดขาย/วัน | 8,400 บาท | 9,900 บาท |
| ยอดเพิ่ม/เดือน (30 วัน) | +45,000 บาท |
ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ผลจริงขึ้นกับเมนูและการจัดวาง แต่กลไกชัดเจน: เมื่อสั่งง่ายขึ้นและเห็นรูปของหวาน/เครื่องดื่มตลอด คนก็สั่งเพิ่มมากขึ้น และทั้งหมดนี้ค่าคอมฯ 0%
เริ่มใช้ QR Order ใน 5 ขั้นตอน
- ถ่ายรูปเมนูให้ครบ — โดยเฉพาะเมนูขายดีและของหวาน/เครื่องดื่ม รูปสวยช่วยให้สั่งเพิ่ม (เทคนิคถ่ายรูปดูบทที่ 11)
- เลือกระบบ QR Order — เลือกที่ลูกค้าไม่ต้องโหลดแอป รองรับภาษาที่ลูกค้าคุณใช้ และเชื่อมเข้าครัวง่าย (ใช้ 10 ข้อในหัวข้อถัดไปเทียบ)
- จัดเมนูเป็นหมวด + ใส่ราคาให้ครบ — แยกหมวดชัด (จานหลัก/ของทาน/เครื่องดื่ม) ใส่ตัวเลือก เช่น เผ็ดน้อย พิเศษ
- ติดป้าย QR ที่ทุกโต๊ะ — ป้ายตั้งโต๊ะหรือสติกเกอร์ที่มองเห็นชัด พร้อมข้อความสั้นๆ "สแกนเพื่อสั่ง"
- เทรนพนักงานให้เชียร์ลูกค้าสแกน — ช่วงแรกพนักงานต้องแนะนำ "สแกนตรงนี้สั่งได้เลยค่ะ" จนลูกค้าคุ้น
เลือกระบบ QR Order / POS: 10 ข้อที่ต้องถามก่อนสมัคร
ระบบแต่ละเจ้าต่างกันมาก ใช้ตารางนี้เทียบ แล้วขอทดลองใช้จริงกับโต๊ะของร้านก่อนจ่ายเงิน
| เรื่อง | ถามว่า | ทำไมสำคัญ |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ค่าคอมฯ ต่อออเดอร์กี่ % ค่ารายเดือน ค่าติดตั้ง ค่าอุปกรณ์ สัญญาขั้นต่ำ | ค่า % ต่อบิลกินกำไรเหมือน GP ย่อมๆ |
| ฝั่งลูกค้า | ต้องโหลดแอปหรือสมัครสมาชิกไหม | ทุกขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น = ลูกค้าเลิกสแกน |
| ภาษา | เมนูแปลได้กี่ภาษา แก้คำแปลเองได้ไหม | สำคัญมากในย่านนักท่องเที่ยว |
| เข้าครัว | มีเสียงเตือน พิมพ์บิลครัวอัตโนมัติ ใช้เครื่องพิมพ์รุ่นไหนได้ | ครัวต้องเห็นออเดอร์ทันทีช่วงพีค |
| หลายเครื่อง | ใช้มือถือ/แท็บเล็ตหลายเครื่อง แยกครัว-บาร์ได้ไหม | ร้าน 30–50 ที่นั่งมักต้องมีหลายจุด |
| กันสั่งเล่น | QR เปลี่ยนได้ไหม ปิดรับออเดอร์ชั่วคราวได้ไหม | QR ที่ถูกถ่ายรูปไปอาจถูกใช้สั่งจากนอกร้าน |
| เก็บเงิน | รองรับ PromptPay QR ใส่ยอดอัตโนมัติ รวม/ย้ายบิลได้ไหม | ลดเงินขาด-เกินตอนปิดร้าน |
| พนักงานสั่งแทน | พนักงานคีย์ออเดอร์แทนลูกค้าได้ไหม | ลูกค้าสูงอายุหรือสั่งทางโทรศัพท์ |
| รายงาน | ดูยอดรายวัน เมนูขายดี ส่งออก Excel ได้ไหม | ใช้ทำบัญชีและ P&L ในบทที่ 16 |
| ความช่วยเหลือ | มีคู่มือ/วิดีโอภาษาไทย ติดต่อทีมงานได้ทางไหน | วันที่ระบบมีปัญหาคือวันที่ร้านยุ่งที่สุด |
อีกข้อที่มักลืมคือ ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ถ้าระบบเก็บเบอร์โทรหรือชื่อลูกค้า ร้านมีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ต้องแจ้งลูกค้าว่าเก็บไปทำอะไร และขอความยินยอมก่อนส่งโปรโมชั่น (ดูบทที่ 18)
หนึ่งในเครื่องมือที่ทำเรื่องนี้คือ ThaiQROrder (https://www.thaiqrorder.com) ระบบ QR สั่งอาหารที่โต๊ะ + แอป POS สำหรับร้านอาหารไทย (แอปเจ้าของร้านมีทั้ง iPhone และ Android) ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ:
- ลูกค้าสแกน QR ที่โต๊ะแล้วสั่งได้ 8 ภาษา โดยไม่ต้องติดตั้งแอป (ดูตัวอย่างการสั่ง)
- ค่าคอมมิชชัน 0% ใช้ฟรีทุกร้านถึง 31 ธ.ค. 2026 ตั้งแต่ปี 2027 คิดค่าบริการรายเดือนตามจำนวนออเดอร์ (ไม่เกิน 60 ออเดอร์/เดือนใช้ฟรี เกินกว่านั้น ฿99–999/เดือน)
- ออเดอร์ใหม่มีเสียงเตือนในแอป (ดูวิธี) และพิมพ์บิลครัวอัตโนมัติผ่านเครื่องพิมพ์ใบเสร็จแบบ Wi-Fi/LAN (ทั้ง iPhone และ Android) หรือบลูทูธ (Android) (วิธีต่อเครื่องพิมพ์)
- ใช้มือถือหลายเครื่องในบัญชีเดียว แบ่งสถานีต่อเครื่องได้ เช่น บาร์เห็นเฉพาะเครื่องดื่ม
- เก็บเงินด้วย PromptPay QR ที่ใส่ยอดตามบิล
- ได้เว็บไซต์ร้านฟรี รับจองโต๊ะ สั่งมารับเอง และเดลิเวอรี่ที่ร้านเรียกไรเดอร์เอง ไม่มี GP (รับออเดอร์เดลิเวอรี)
- พอร์ทัลเจ้าของร้านมีรายงานยอดขาย/ดาวน์โหลด Excel ต้นทุนและกำไร และลงเวลาพนักงาน-สรุปค่าแรง
- มีวิดีโอสอนภาษาไทยสั้นๆ 63 ตอนที่ https://www.thaiqrorder.com/tutorials
💡 เคล็ดลับ: วาง QR Order ให้ทำงานคู่กับ LINE OA ของคุณ — หลังลูกค้าสั่งเสร็จ ชวนเขาแอด LINE รับส่วนลดครั้งหน้า เท่ากับคุณเปลี่ยน "ลูกค้าที่เดินเข้าร้าน" ให้กลายเป็น "ลูกค้าประจำที่คุณส่งโปรฯ ถึงได้เอง" วิธีรักษาลูกค้าประจำดูเพิ่มในบทที่ 18
⚠️ ระวัง: ช่วงสองสัปดาห์แรกของการติด QR Order ลูกค้าสูงอายุหรือคนที่ไม่ถนัดมือถืออาจยังไม่สแกน อย่าเพิ่งถอดเมนูกระดาษทิ้งทันที ให้มีทั้งสองอย่างคู่กันไปก่อน แล้วค่อยๆ ลดเมนูกระดาษเมื่อลูกค้าส่วนใหญ่คุ้นกับการสแกนแล้ว
ตารางเทียบ Channel Mix และกำไรแต่ละช่องทาง
ภาพรวมทั้งหมดสรุปได้ในตารางนี้ ใช้วางแผนว่าจะกระจายยอดขายไปช่องทางไหนเท่าไหร่ (สมมติฐานราคาขาย 100 บาท food cost 33 บาท เหมือนตัวอย่างก่อนหน้า):
| ช่องทาง | ค่าคอมฯ/GP | กำไรขั้นต้นต่อ 100 บาท | จุดแข็ง | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|---|
| เดลิเวอรี่ (Grab/LINE MAN/ShopeeFood/Robinhood) | ~30–35% + VAT | ~30–37 บาท | หาลูกค้าใหม่ทั่วเมือง | กำไรต่ำ ไม่ได้เป็นเจ้าของลูกค้า |
| เว็บไซต์ร้าน/ลิงก์สั่งตรง + เรียกไรเดอร์เอง | 0% (จ่ายค่าไรเดอร์ต่อเที่ยว) | ~67 บาท ลบค่าส่งส่วนที่ร้านออก | ไม่มี GP ลูกค้าเป็นของร้าน | ต้องโปรโมตเอง ต้องจัดการส่งเอง |
| QR Order หน้าโต๊ะ | 0% | ~67 บาท | กำไรเต็ม ลดคนรับออเดอร์ | ใช้ได้เฉพาะลูกค้านั่งในร้าน |
| LINE OA / โทรสั่งเอง | 0% (ส่งเอง) | ~67 บาท ลบค่าส่ง | เป็นเจ้าของลูกค้า ส่งโปรฯ ได้ | ต้องจัดการส่ง/ไรเดอร์เอง |
| หน้าร้านปกติ | 0% | ~67 บาท | กำไรเต็ม | มีต้นทุนแรงพนักงานรับออเดอร์ |
สูตร channel mix ที่แนะนำสำหรับร้านมีที่นั่งช่วงเริ่มต้น: เน้นหน้าร้าน + QR Order เป็นแกนหลัก (กำไรดี) ราว 60–70% ของยอด แล้วใช้เดลิเวอรี่ 1–2 เจ้าเป็นตัวหาลูกค้าใหม่อีก 30–40% เป้าหมายระยะยาวคือ ค่อยๆ ดึงสัดส่วนช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้กำไรรวมของร้านดีขึ้น โดยไม่ทิ้งการมองเห็นจากแพลตฟอร์ม
Channel mix ตามประเภทร้าน
ไม่ใช่ทุกร้านควรมี mix เหมือนกัน ลองเทียบตามประเภทร้านของคุณ:
| ประเภทร้าน | หน้าร้าน + QR Order | เดลิเวอรี่ | LINE OA / สั่งตรง |
|---|---|---|---|
| ร้านตามสั่ง/ก๋วยเตี๋ยว (มีที่นั่ง) | 55–70% | 25–35% | 5–10% |
| คาเฟ่/ร้านขนม | 60–75% | 15–25% | 10–15% |
| ครัวเดลิเวอรี่ล้วน (cloud kitchen) | 0–10% | 70–85% | 10–20% |
| ร้านข้าวแกง/ตลาด (ขายเร็ว) | 80–90% | 5–15% | 5% |
ตัวเลขเหล่านี้เป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่กฎตายตัว ให้ปรับตามทำเลและลูกค้าจริง สิ่งสำคัญคือ รู้สัดส่วนของตัวเองทุกเดือน แล้วถามว่า "เดือนนี้กำไรไหลไปอยู่ช่องทางไหนมากที่สุด และเราดึงกลับมาช่องทางกำไรดีได้ไหม"
วิธีวัดและปรับ channel mix ทุกเดือน
- สิ้นเดือน แยกยอดขายเป็น 3 กอง: เดลิเวอรี่ / QR+หน้าร้าน / LINE-โทรสั่งตรง
- คำนวณ % ของแต่ละกองเทียบยอดรวม และคำนวณกำไรขั้นต้นรวมจริง
- ถ้าสัดส่วนเดลิเวอรี่สูงเกินเป้า ให้เพิ่มแรงจูงใจช่องทางตรง เช่น โปรฯ เฉพาะลูกค้า LINE (ดูบทที่ 17)
- ดูเมนูที่ขายเดลิเวอรี่แล้วกำไรต่ำมาก พิจารณาปรับราคาหรือตัดออกจากแอป
- ตั้งเป้าเดือนถัดไป แล้ววัดซ้ำ — channel mix ที่ดีคือสิ่งที่ค่อยๆ ปรับ ไม่ใช่ตั้งครั้งเดียวจบ
💡 เคล็ดลับ: บันทึกยอดแยกช่องทางง่ายๆ ในตารางเดียว (Google Sheet ก็พอ) ทุกสิ้นวัน ใช้เวลาแค่ 2 นาที แต่ทำให้คุณเห็นแนวโน้มและตัดสินใจเรื่องช่องทางได้จากตัวเลขจริง ไม่ใช่ความรู้สึก เชื่อมกับระบบบัญชีในบทที่ 16
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ก่อนจบ มาดูกับดักที่ทำให้ร้าน "ขายดีแต่ไม่เหลือเงิน" ซึ่งเจ้าของร้านมือใหม่ตกบ่อยที่สุด พร้อมวิธีเลี่ยง:
- ตั้งราคาในแอปเท่าหน้าร้าน — โดน GP 30–35% เต็มๆ กำไรขั้นต้นต่อจานหายไปเกือบครึ่ง และถ้าหักค่าเช่า-ค่าแรงแล้วอาจขาดทุน วิธีเลี่ยง: ใช้สูตรตั้งราคาในบทนี้ บวกชดเชย GP ทุกเมนูที่ขายเดลิเวอรี่
- พึ่งเดลิเวอรี่ช่องทางเดียว — ไม่มีช่องทางกำไรดี และไม่ได้เป็นเจ้าของลูกค้า วิธีเลี่ยง: เปิดช่องทางตรงอย่างน้อย 1 อย่าง (QR Order/LINE OA) ตั้งแต่เดือนแรก
- ลงเดลิเวอรี่ครบทุกเจ้าพร้อมกันตอนเพิ่งเปิด — ครัวรับไม่ทัน ทำช้า ได้ดาวน้อยช่วงสำคัญ วิธีเลี่ยง: เริ่ม 1–2 เจ้า ให้ครัวนิ่งก่อนค่อยขยาย
- เอาเมนู food cost สูงไปขายเดลิเวอรี่ — บวกราคาชดเชยแล้วแพงจนไม่มีคนสั่ง วิธีเลี่ยง: คัดเมนู food cost ต่ำ–กลางที่ทนขนส่งลงแอป
- ไม่คิดค่ากล่อง/แพ็กเกจจิ้ง — กล่อง ช้อน ถุง 5–10 บาท/ออเดอร์ กินกำไรเงียบๆ วิธีเลี่ยง: รวมค่ากล่องเข้าในราคาขายเดลิเวอรี่
- แพ็กไม่ดี อาหารหกเลอะถึงบ้าน — ลูกค้าให้ดาว 1 รีวิวแย่ ขายไม่ออก วิธีเลี่ยง: ทดสอบแพ็กเกจจิ้งด้วยการสั่งจริงดูเอง โดยเฉพาะของน้ำ/ของทอด
- ไม่อ่านสัญญา GP ให้ครบ — เจอค่าแฝง/เงื่อนไขโปรฯ ทีหลัง วิธีเลี่ยง: ถาม 4 ข้อในบทนี้ก่อนเซ็น และเก็บใบแจ้งยอดทุกเดือน
- ไม่ดึงลูกค้าเดลิเวอรี่กลับมาช่องทางตรง — จ่าย GP ให้คนเดิมซ้ำๆ ทุกเดือน วิธีเลี่ยง: ทำอาหารให้อร่อยจนเขาตามมาที่ร้าน แล้วชวนแอด LINE รับสิทธิ์พิเศษ
- ไม่วัดสัดส่วนช่องทางเลย — ไม่รู้ว่ากำไรรั่วตรงไหน วิธีเลี่ยง: บันทึกยอดแยกช่องทางทุกสิ้นวัน ทบทวนทุกสิ้นเดือน
⚠️ ระวัง: กับดักที่อันตรายที่สุดคือ "ยอดขายขึ้น เลยคิดว่ากำไรขึ้นตาม" ในธุรกิจเดลิเวอรี่ ยอดขายกับกำไรไม่ได้ไปด้วยกันเสมอ ออเดอร์เดลิเวอรี่ 200 บาทอาจเหลือกำไรน้อยกว่าออเดอร์หน้าร้าน 120 บาท ดูที่ "กำไรขั้นต้นต่อออเดอร์" และ "กำไรรวมสิ้นเดือน" เป็นหลัก ไม่ใช่ยอดขายอย่างเดียว
สรุป
เดลิเวอรี่คือช่องทาง "หาลูกค้าใหม่" ที่ทรงพลัง แต่คุณต้องจ่าย ค่า GP ราว 30–35% บวก VAT ทุกออเดอร์ (Grab ปกติรวม ~32.1% และถ้ารวมโปรฯ กับค่ากล่อง ตัวอย่างในบทนี้แตะ 40–45%) ทำให้กำไรต่อจานหายไปเกือบครึ่ง เทียบกันแล้วออเดอร์ 100 บาทผ่านเดลิเวอรี่เหลือกำไรขั้นต้น ~35 บาท ขณะที่ช่องทางของตัวเองอย่าง QR Order หน้าโต๊ะที่ค่าคอมฯ 0% เหลือ ~67 บาท ทางรอดที่แท้จริงคือทำ channel mix ใช้เดลิเวอรี่ดึงคนใหม่ แล้วพาเขามาสั่งช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของ (QR Order, LINE OA) เพื่อเก็บกำไรจากลูกค้าประจำ จำไว้ว่าแค่ย้ายสัดส่วนช่องทาง (โดยยอดขายเท่าเดิม) ก็เพิ่มกำไรได้หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อเดือน ก่อนเซ็นสัญญาแพลตฟอร์มไหน ให้ถามค่า GP รวมทุกอย่างให้ชัด ตั้งราคาในแอปด้วยสูตรชดเชย GP และวัดสัดส่วนช่องทางทุกเดือนเพื่อค่อยๆ ดึงกำไรกลับมาที่ร้านคุณ
เช็คลิสต์
- ทำความเข้าใจค่า GP รวมทุกอย่าง (GP + VAT + ค่าโปรฯ + ค่ากล่อง) ของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนสมัคร
- ถามแพลตฟอร์ม 4 ข้อก่อนเซ็น (GP จริงรวมกี่ % / ค่าแรกเข้า-รายเดือน / ไม่ร่วมโปรฯ แล้วการมองเห็นลด / VAT และใบกำกับ)
- เลือกเดลิเวอรี่ 1–2 เจ้าที่ "ไรเดอร์เยอะในทำเลคุณ" ไม่ต้องลงครบทุกเจ้า
- ทดลองสั่งจากแอปแต่ละเจ้าตอนเที่ยง/เย็น เช็กว่าไรเดอร์เจ้าไหนรับเร็วในทำเลคุณ
- คำนวณกำไรขั้นต้นต่อออเดอร์ของแต่ละช่องทาง (เทียบ 100 บาทตามตัวอย่างในบท)
- ตั้งราคาในแอปเดลิเวอรี่ด้วยสูตรย้อนกลับ (food cost + กำไรที่อยากได้ + ค่ากล่อง) ÷ (1 − GP รวม)
- เทียบราคาในแอปกับคู่แข่ง 5 ร้านในรัศมี 3 กม. ก่อนล็อกราคา
- คัดเฉพาะเมนู food cost ต่ำ–กลางที่ทนขนส่งลงขายเดลิเวอรี่ ตัดเมนูที่ทำกำไรเดลิเวอรี่ไม่ได้
- ทดสอบแพ็กเกจจิ้งด้วยการสั่งจริงดูเอง โดยเฉพาะของน้ำ/ของทอด และรวมค่ากล่องในราคาขาย
- เปิดช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของอย่างน้อย 1 อย่าง (QR Order หน้าโต๊ะ หรือ LINE OA สั่งตรง)
- เทียบระบบ QR Order อย่างน้อย 2 เจ้าด้วย 10 ข้อในบทนี้ (ค่าคอมฯ ค่ารายเดือน ภาษา เครื่องพิมพ์ครัว หลายเครื่อง PromptPay รายงาน) และทดลองกับโต๊ะจริงก่อนจ่ายเงิน
- ติดตั้ง QR Order ที่ทุกโต๊ะ + ใส่เมนูพร้อมรูปและราคาให้ครบ (เปิดหลายภาษาถ้าอยู่ย่านนักท่องเที่ยว)
- ถ้าจะส่งเอง คำนวณค่าไรเดอร์ต่อออเดอร์เทียบกับค่า GP กำหนดรัศมีส่งและยอดขั้นต่ำก่อนเปิดรับ
- เทรนพนักงานให้เชียร์ลูกค้าสแกน QR และเก็บเมนูกระดาษไว้คู่กันช่วงแรก
- เชื่อม QR Order/หน้าร้านเข้ากับ LINE OA เพื่อเปลี่ยนลูกค้าขาจรเป็นลูกค้าประจำ
- วาง channel mix เป้าหมายตามประเภทร้าน (เช่น หน้าร้าน+QR 60–70%, เดลิเวอรี่ 30–40%)
- บันทึกยอดขายแยกช่องทางทุกสิ้นวัน และทบทวนสัดส่วน+กำไรทุกสิ้นเดือน
- วางแผนกระแสเงินสดเผื่อรอบโอนเงินของแพลตฟอร์ม (ส่วนใหญ่โอนวันถัดไป แต่ถ้ายอดไม่ถึงขั้นต่ำจะรวมโอนต้นเดือน)
- เก็บใบแจ้งยอด/ใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มทุกเดือนไว้ลงบัญชีลดภาษี (ดูบทที่ 16)
บทต่อไป
ระบบสั่งอาหารที่ดีต้องมีทีมที่พร้อมรองรับ บทที่ 14 จะพาคุณจัดการเรื่องพนักงาน ตั้งแต่การหาคน ค่าจ้างตามจริงในตลาด 2026 ประกันสังคม การจัดตารางกะ ไปจนถึงการสร้างทีมที่อยู่กับร้านนานๆ โดยไม่ทำให้ต้นทุนแรงบานปลาย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Grab Merchant: ค่าคอมมิชชัน (30% + VAT) และ รอบการโอนเงิน
- LINE MAN Merchant Center: ค่า GP เดลิเวอรี่
- ShopeeFood: รอบการโอนเงินให้ร้านค้า
- ไทยรัฐ: foodpanda ยุติบริการในไทย (เม.ย.–พ.ค. 2025) และ Robinhood รับโอนฐานของ foodpanda
- ไทยรัฐ: SCBX ขาย Robinhood ให้กลุ่ม Yip In Tsoi (ก.ย. 2024)
- ไทยรัฐ: แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 2026 และ กขค. ร่างแนวทางค่า GP
- กรมสรรพากร: พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) ขยาย VAT 7% ถึง 30 ก.ย. 2027
- Lalamove: อัตราค่าบริการและค่าบริการเสริม
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC): การขอความยินยอม