จดทะเบียนและใบอนุญาตร้านอาหาร 2026: ทำอะไร เท่าไหร่ ที่ไหน
ตอบสั้นๆ: ร้านอาหารเล็กส่วนใหญ่ต้องทำ 4 อย่าง: (1) จดทะเบียนพาณิชย์ที่สำนักงานเขตหรือเทศบาลภายใน 30 วันหลังเริ่มขาย ค่าธรรมเนียม 50 บาท (2) แจ้งหรือขออนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหารกับท้องถิ่นก่อนเปิด ร้านไม่เกิน 200 ตร.ม. ใช้หนังสือรับรองการแจ้ง ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,500 บาท/ปี (3) ให้เจ้าของและพนักงานที่สัมผัสอาหารผ่านการอบรมด้านสุขาภิบาลอาหาร และ (4) ยื่นภาษีป้ายภายในเดือนมีนาคม ส่วน อย. ใบอนุญาตขายสุรา ประกันสังคม และ VAT จำเป็นเมื่อคุณทำสินค้าบรรจุไปขายที่อื่น ขายแอลกอฮอล์ มีลูกจ้าง หรือรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
คุณคิดเมนูเสร็จ หาทำเลได้แล้ว แต่ก่อนจะเปิดร้านขายจริง มีอีกหนึ่งด่านที่หลายคนกลัวที่สุด นั่นคือ "เรื่องเอกสารกับราชการ" ข่าวดีคือ มันไม่ได้ยุ่งยากหรือแพงอย่างที่คิด ถ้าคุณรู้ว่าต้องทำอะไร ไปที่ไหน และเตรียมเอกสารอะไรบ้าง สำหรับร้านเล็ก ค่าธรรมเนียมรวมกันมักอยู่แค่หลักพันบาทต่อปี
บทนี้จะพาคุณไล่ทีละใบอนุญาต ตั้งแต่การเลือกรูปแบบธุรกิจ (จดในนามตัวเอง หรือตั้งบริษัท) การจดทะเบียนพาณิชย์ ใบอนุญาตด้านอาหารและสุขาภิบาล อย. ภาษีป้าย ประกันสังคม ไปจนถึงใบอนุญาตขายสุราถ้าร้านคุณมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมระบุชื่อ หน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ละเรื่องให้ชัด คุณจะได้ไม่ต้องวิ่งผิดที่
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? เพราะการเปิดร้านโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องเสี่ยงโดนปรับ โดนสั่งปิด หรือเสียโอกาสตอนจะกู้เงิน ขายแฟรนไชส์ หรือสมัครเข้าแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ที่บางเจ้าขอเอกสารจดทะเบียน การทำให้ถูกตั้งแต่ต้นคือการลงทุนที่ถูกที่สุดเพื่อความสบายใจระยะยาว และยังเป็นพื้นฐานที่ทำให้คุณกู้เงินทำทุนหมุนเวียน หรือยื่นขอสินเชื่อ SME ในอนาคตได้ง่ายขึ้น (แหล่งข้อมูลสนับสนุน SME ดูที่ สสว. — sme.go.th)
💡 เคล็ดลับ: เปิดแฟ้มเดียวเก็บ "เอกสารร้าน" ตั้งแต่วันแรก ใส่สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สัญญาเช่า ใบทะเบียนพาณิชย์ ใบอนุญาตทุกใบ และใบเสร็จค่าธรรมเนียม สแกนเก็บไว้ในมือถือด้วย เวลาหน่วยงานหรือแพลตฟอร์มขอ คุณส่งได้ทันทีไม่ต้องรื้อหา
ภาพรวม: ลำดับขั้นที่ถูกต้องก่อนเปิดร้าน
ก่อนลงรายละเอียดแต่ละใบ คุณควรเห็น "ลำดับ" ทั้งหมดก่อน เพราะหลายอย่างมีก่อน-หลังที่ต้องทำตามลำดับ ถ้าทำสลับจะวิ่งซ้ำ ตารางนี้คือเส้นทางมาตรฐานของร้านเล็กถึงกลาง
| ลำดับ | สิ่งที่ต้องทำ | หน่วยงาน | กรอบเวลา |
|---|---|---|---|
| 1 | เลือกรูปแบบธุรกิจ (บุคคล/นิติบุคคล) | ตัดสินใจเอง / DBD ถ้าตั้งบริษัท | ก่อนเปิด |
| 2 | จดทะเบียนพาณิชย์ | เขต / เทศบาล / อบต. | ภายใน 30 วันหลังเปิด |
| 3 | ขออนุญาต/แจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร | เขต / เทศบาล / อบต. (สาธารณสุข) | ก่อนเปิดร้าน |
| 4 | อบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร | กรมอนามัย / สสจ. / ท้องถิ่น / หน่วยที่กรมอนามัยรับรอง | ก่อนเริ่มงาน (ใบรับรองมีอายุ 3 ปี) |
| 5 | ขอ อย. (เฉพาะถ้าทำสินค้าบรรจุขาย) | อย. / สสจ. | ก่อนเริ่มผลิตขาย |
| 6 | ยื่นภาษีป้าย | เขต / เทศบาล / อบต. | ภายใน มี.ค. ทุกปี (ป้ายใหม่ภายใน 15 วัน) |
| 7 | ขอใบอนุญาตขายสุรา (ถ้ามีแอลกอฮอล์) | กรมสรรพสามิต | ก่อนเริ่มขาย (อายุ 1 ปี) |
| 8 | ขึ้นทะเบียนนายจ้าง/ประกันสังคม (ถ้ามีลูกจ้าง) | สำนักงานประกันสังคม | ภายใน 30 วันหลังจ้าง |
| 9 | จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (เมื่อรายรับถึง 1.8 ล้าน/ปี) | กรมสรรพากร | ภายใน 30 วันเมื่อถึงเกณฑ์ |
⚠️ ระวัง: ข้อ 2–4 คือ "ขั้นต่ำ" ที่ร้านอาหารหน้าร้านเกือบทุกร้านต้องมี อย่าเปิดขายไปนานหลายเดือนโดยยังไม่ทำ ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข ร้านไม่เกิน 200 ตร.ม. ที่เปิดโดยไม่แจ้ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท ส่วนร้านเกิน 200 ตร.ม. ที่ไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท และเจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดขายจนกว่าจะทำให้ถูกต้องได้
ขั้นที่ 1: เลือกรูปแบบธุรกิจ — บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล
ก่อนอื่นต้องตัดสินใจว่าจะทำร้านในรูปแบบไหน เพราะมันส่งผลต่อภาษี ความรับผิด และเอกสารทุกอย่างตามมา มี 2 ทางเลือกหลัก
| หัวข้อ | บุคคลธรรมดา | นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) |
|---|---|---|
| เหมาะกับ | ร้านเล็ก รถเข็น คาเฟ่เจ้าของคนเดียว | ร้านใหญ่ มีหุ้นส่วน วางแผนขยายสาขา |
| ค่าจดทะเบียน | จดทะเบียนพาณิชย์ 50 บาท | ค่าธรรมเนียมจดบริษัท 5,500 บาท (ไม่ขึ้นกับทุน) + ค่าจ้างทำเอกสารถ้าจ้าง |
| ภาษีเงินได้ | อัตราก้าวหน้า 0–35% (เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น) เลือกหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% หรือตามจริงได้ | SME (ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้าน รายได้ไม่เกิน 30 ล้าน): กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้น ถึง 3 ล้านเสีย 15% ส่วนเกินเสีย 20% |
| บัญชี | ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย | ต้องมีผู้ทำบัญชี+ผู้สอบบัญชี ปิดงบทุกปี |
| ความรับผิด | เจ้าของรับผิดไม่จำกัด | จำกัดเท่าทุนจดทะเบียน (แยกจากตัวเรา) |
| ความน่าเชื่อถือ | พอใช้ ทำธุรกิจรายย่อยได้ | สูง กู้เงิน/ทำสัญญารายใหญ่ง่ายกว่า |
💡 เคล็ดลับ: ถ้าคุณเพิ่งเริ่ม ทุนน้อย และยอดขายยังไม่ถึงหลักล้านต่อปี ให้เริ่มแบบ บุคคลธรรมดา ก่อน ประหยัดและคล่องตัวที่สุด เมื่อร้านโตขึ้น กำไรสูง หรือจะรับหุ้นส่วน/ขยายสาขา ค่อยแปลงเป็นบริษัทภายหลังได้ การจดบริษัทตั้งแต่วันแรกทั้งที่ขายวันละไม่กี่พัน มักทำให้ภาระบัญชีหนักเกินจำเป็น
จุดคุ้มทุนทางภาษี: เมื่อไหร่ที่บริษัทเริ่มคุ้ม
ตัวเลขคร่าวๆ ที่ใช้ตัดสินใจคือ "กำไรสุทธิต่อปี" ไม่ใช่ยอดขาย เพราะภาษีคิดจากกำไร ลองเทียบสองกรณีนี้
- ร้าน A กำไรสุทธิ 300,000 บาท/ปี: ในนามบุคคลธรรมดา ถ้าหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทแล้วเหลือเงินได้สุทธิ 240,000 บาท 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เหลือเสีย 5% รวมราว 4,500 บาท ขณะที่ถ้าเป็นบริษัทยังต้องแบกค่าทำบัญชี+สอบบัญชีปีละหลายหมื่น → บุคคลธรรมดาคุ้มกว่าชัดเจน
- ร้าน B กำไรสุทธิ 2,000,000 บาท/ปี: ในนามบุคคลธรรมดา กำไรก้อนนี้จะถูกดันขึ้นไปชนขั้นภาษี 25% (เงินได้สุทธิเกิน 2 ล้านบาทเสีย 30%) ขณะที่บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแบบ SME ซึ่งมีอัตราลดหลั่น และเจ้าของยังวางแผนจ่ายเงินเดือน/ปันผลเพื่อบริหารภาษีได้ → บริษัทเริ่มได้เปรียบ
หลักคิดคร่าวๆ ที่หลายร้านใช้คือ เริ่มพิจารณาแปลงเป็นบริษัทเมื่อกำไรสุทธิแตะราว 750,000–1,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป หรือเมื่อยอดขายทะลุเกณฑ์ VAT ที่ 1.8 ล้านบาท/ปี (ต้องจด VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน อัตราปัจจุบัน 7% ซึ่งรัฐบาลขยายไปถึง 30 ก.ย. 2027) ทำให้ต้องเข้าระบบภาษีเต็มตัวอยู่แล้ว (รายละเอียดการคำนวณภาษีทั้งสองแบบอยู่ในบทที่ 16)
⚠️ ระวัง: ตัวเลขข้างต้นเป็นแนวทางคร่าวๆ เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่คำแนะนำภาษีเฉพาะราย ก่อนตัดสินใจแปลงนิติบุคคล ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีที่รับงานร้านอาหาร เพราะแต่ละร้านมีโครงสร้างรายได้-ค่าใช้จ่ายต่างกัน
นิติบุคคลจดทะเบียนที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ (dbd.go.th) ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2026 การจดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนใหม่ต้องยื่นออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist เท่านั้น เรื่องภาษีและการขึ้นทะเบียนผู้เสียภาษีดูเพิ่มที่ กรมสรรพากร rd.go.th (รายละเอียดภาษี VAT และภาษีเงินได้อยู่ในบทที่ 16)
ถ้าเลือกตั้งบริษัท ต้องเตรียมอะไร
หากตัดสินใจตั้งนิติบุคคลตั้งแต่ต้น (เช่น มีหุ้นส่วนหลายคน หรือระดมทุนก้อนใหญ่) ขั้นตอนหลักที่ DBD มีดังนี้
- จองชื่อนิติบุคคล ผ่านระบบของ DBD (ชื่อต้องไม่ซ้ำ/ไม่ต้องห้าม) และเตรียมผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ซึ่งต้องถือหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น
- จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ระบุวัตถุประสงค์ ทุนจดทะเบียน และผู้ถือหุ้น
- ประชุมจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัท ยื่นพร้อมรายชื่อกรรมการและอำนาจลงนาม
- ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (มักได้พร้อมการจดบริษัท) และพิจารณาจด VAT ถ้าเข้าเกณฑ์
- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เพื่อแยกเงินร้านออกจากเงินส่วนตัวให้ชัด
💡 เคล็ดลับ: ทุนจดทะเบียนบริษัทไม่จำเป็นต้องสูงเกินจริง ตั้งให้พอเหมาะกับขนาดธุรกิจและความน่าเชื่อถือที่ต้องการ การตั้งทุนสูงลิ่วโดยไม่มีเงินจริงรองรับ อาจสร้างภาระและคำถามภายหลัง ปรึกษานักบัญชีให้กำหนดตัวเลขที่สมเหตุผล
ขั้นที่ 2: จดทะเบียนพาณิชย์ (ทะเบียนการค้า)
นี่คือใบเบื้องต้นที่ร้านอาหารแทบทุกแบบที่มีหน้าร้านประจำต้องมี ประกาศกระทรวงพาณิชย์ปี 2567 (มีผล 5 มิ.ย. 2567) กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ขายสินค้าได้ตั้งแต่ วันละ 300 บาท หรือมีสินค้าไว้ขายมูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และการขายผ่านอินเทอร์เน็ตก็เป็นกิจการที่ต้องจดด้วย โดยต้องจด ภายใน 30 วัน นับจากวันเริ่มประกอบกิจการ
- จดที่ไหน: กรุงเทพฯ จดที่ ฝ่ายปกครอง สำนักงานเขต ที่ร้านตั้งอยู่ ต่างจังหวัดจดที่ เทศบาล / อบต. ในพื้นที่ (หรือเมืองพัทยา) กรอกคำขอล่วงหน้าผ่าน Biz Portal (bizportal.go.th) ได้ แต่ยังต้องไปยื่น ชำระเงิน และรับใบทะเบียนที่สำนักงาน
- ค่าธรรมเนียม: 50 บาท สำหรับการจดตั้งใหม่ (แจ้งเปลี่ยนแปลงหรือเลิกกิจการครั้งละ 20 บาท)
- ถ้าไม่จด: ปรับเป็นพินัยไม่เกิน 2,000 บาท และอีกวันละไม่เกิน 100 บาทจนกว่าจะจด
- เอกสาร: บัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของสถานที่ตั้งร้าน หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่หรือสัญญาเช่า และรูปถ่ายหน้าร้าน
เมื่อจดเสร็จคุณจะได้ ใบทะเบียนพาณิชย์ (พค.0403) ซึ่งต้องติดแสดงไว้ที่ร้านให้เห็นชัด และต้องมีป้ายชื่อร้านเป็นอักษรไทยภายใน 30 วัน ใบนี้มักถูกใช้เป็นหลักฐานตอนเปิดบัญชีธนาคารในนามร้าน สมัครเครื่องรูดบัตร หรือสมัครแพลตฟอร์มต่างๆ
ทำอย่างไร: ขั้นตอนจดทะเบียนพาณิชย์แบบบุคคลธรรมดา
- เตรียมเอกสารให้ครบ (บัตรประชาชนตัวจริง+สำเนา, สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งร้าน)
- ถ้าเช่าพื้นที่ ขอ สำเนาบัตร+ทะเบียนบ้านเจ้าของ พร้อม หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ หรือใช้สัญญาเช่าแทน
- ถ่ายรูป หน้าร้านที่เห็นป้ายชื่อ (บางที่ขอรูปขณะมีตัวเราอยู่หน้าร้านด้วย)
- กรอกแบบคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ (แบบ ทพ.) ที่สำนักงานเขต/เทศบาล
- ชำระค่าธรรมเนียม 50 บาท รับใบทะเบียนพาณิชย์ แล้วนำไปติดแสดงที่ร้าน
💡 เคล็ดลับ: พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ยกเว้น "การค้าเร่ การค้าแผงลอย" ไว้ในตัวกฎหมาย รถเข็นหรือแผงลอยจึงไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่กฎหมายไม่ได้นิยามว่าแผงประจำในตลาดนับเป็นแผงลอยหรือไม่ ถ้าคุณมีจุดขายประจำหรือขายออนไลน์ด้วย ให้ถามนายทะเบียนที่เขต/เทศบาลให้ชัด และจำไว้ว่าการขายบนทางเท้าหรือที่สาธารณะต้องมี ใบอนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ จากท้องถิ่น (ค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 750 บาท/ปีสำหรับจุดประจำ และ 100 บาท/ปีสำหรับแบบเร่ขาย) ส่วนในกรุงเทพฯ ขายได้เฉพาะจุดที่ กทม. ประกาศอนุญาตเท่านั้น
⚠️ ระวัง: เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น ย้ายที่ตั้งร้าน เปลี่ยนชื่อร้าน เพิ่ม/ลดประเภทสินค้า หรือเลิกกิจการ ต้องไปแจ้งเปลี่ยนแปลง/ยกเลิกทะเบียนพาณิชย์ด้วย อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะข้อมูลที่ไม่ตรงอาจทำให้มีปัญหาตอนตรวจสอบหรือต่อใบอนุญาตอื่น
ขั้นที่ 3: ใบอนุญาตด้านอาหารและสุขาภิบาล (สำคัญที่สุดของร้านอาหาร)
นี่คือหัวใจสำหรับธุรกิจอาหารโดยตรง ออกตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (แก้ไขฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560) ซึ่งกำหนดให้ต้องแจ้งหรือได้รับอนุญาต ก่อน จัดตั้งร้าน แบ่งเป็น 2 ระดับตามขนาดพื้นที่ร้าน
- ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร — สำหรับร้านพื้นที่ เกิน 200 ตารางเมตร
- หนังสือรับรองการแจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร — สำหรับร้านพื้นที่ ไม่เกิน 200 ตารางเมตร (ร้านเล็กส่วนใหญ่อยู่กลุ่มนี้)
- ขอที่ไหน: กรุงเทพฯ ยื่นที่ สำนักงานเขต (ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล) ดูข้อมูลได้ที่ bangkok.go.th ต่างจังหวัดยื่นที่ เทศบาล / อบต. ซึ่งทำงานร่วมกับ กองสาธารณสุข ท้องถิ่น
- ค่าธรรมเนียม: แต่ละท้องถิ่นกำหนดเองตามข้อบัญญัติ (หลายแห่งคิดตามขนาดพื้นที่) แต่ต้องไม่เกินเพดานในกฎกระทรวง คือ หนังสือรับรองการแจ้งไม่เกิน 1,500 บาท/ปี และ ใบอนุญาตไม่เกิน 4,500 บาท/ปี ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปีต้องต่อก่อนหมดอายุ ส่วนหนังสือรับรองการแจ้งไม่มีวันหมดอายุ แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีตามที่ท้องถิ่นกำหนดตลอดที่ยังเปิดร้าน
- สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตรวจ: ความสะอาดของพื้น ผนัง ครัว ระบบระบายน้ำ ถังดักไขมัน การกำจัดขยะ ห้องน้ำ และสุขอนามัยของผู้สัมผัสอาหาร
พื้นที่ร้านนับอย่างไร และทำไมเส้น 200 ตร.ม. ถึงสำคัญ
"พื้นที่" ที่ใช้แบ่งระดับ หมายถึงพื้นที่ที่ใช้ประกอบกิจการจำหน่ายอาหารทั้งหมด ไม่ใช่แค่ครัว รวมถึงโซนที่นั่งลูกค้า ทางเดิน เคาน์เตอร์ และพื้นที่เตรียม/ปรุง ถ้ารวมแล้ว
- ไม่เกิน 200 ตร.ม. → ใช้ระบบ แจ้ง และรับ หนังสือรับรองการแจ้ง (ขั้นตอนเบากว่า)
- เกิน 200 ตร.ม. → ต้องขอเป็น ใบอนุญาต เต็มรูปแบบ (ตรวจเข้มกว่า ค่าธรรมเนียมสูงกว่า)
💡 เคล็ดลับ: ถ้าพื้นที่ร้านของคุณ "ก้ำกึ่ง" ราว 190–210 ตร.ม. ให้วัดจริงและคุยกับเจ้าหน้าที่ก่อนเซ็นสัญญาเช่า เพราะการอยู่ใต้เส้น 200 ตร.ม. ลดทั้งภาระเอกสารและค่าธรรมเนียมรายปี บางครั้งการจัดผังที่นั่งใหม่เล็กน้อยช่วยให้คุณอยู่ในกลุ่มที่เบากว่าได้
เอกสารและขั้นตอนการขอ (ทำอย่างไร)
- กรอกคำขอ/แบบแจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารที่เขต/เทศบาล
- แนบ สำเนาบัตรประชาชน + ทะเบียนบ้าน ของผู้ขอ
- แนบ หลักฐานการใช้สถานที่ (สัญญาเช่า/หนังสือยินยอม) และ แผนผังร้าน คร่าวๆ (ตำแหน่งครัว ที่นั่ง ห้องน้ำ ถังดักไขมัน)
- แนบ สำเนาทะเบียนพาณิชย์ (ที่จดในขั้นที่ 2) และรูปถ่ายร้าน
- เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารและอาจ นัดตรวจสถานที่จริง ดูสุขลักษณะ สำหรับร้านไม่เกิน 200 ตร.ม. เมื่อยื่นแจ้งและได้ใบรับแจ้งแล้วเปิดดำเนินการระหว่างรอหนังสือรับรองได้ (กฎหมายกำหนดให้ออกหนังสือรับรองภายใน 7 วันทำการ) ส่วนร้านเกิน 200 ตร.ม. ต้องรอให้ได้ใบอนุญาตก่อน (ท้องถิ่นต้องแจ้งผลภายใน 30 วันนับจากได้รับเอกสารครบ)
- ติดใบไว้ที่ร้านให้เห็นชัด และ จดวันครบกำหนดชำระค่าธรรมเนียม/ต่ออายุไว้ในปฏิทินทุกปี
เกณฑ์สุขลักษณะที่มักถูกตรวจ (เตรียมก่อนเจ้าหน้าที่มา)
| จุดตรวจ | สิ่งที่ควรมี/ทำให้พร้อม |
|---|---|
| พื้น/ผนัง/เพดานครัว | วัสดุทำความสะอาดง่าย ไม่มีคราบสะสม ไม่ชำรุด |
| ระบบน้ำทิ้ง | ระบายน้ำได้ดีไม่มีน้ำขัง และมี ถังดักไขมัน (หรือระบบบำบัดที่ดีเทียบเท่า) ก่อนปล่อยลงท่อสาธารณะ ตามที่กฎกระทรวงสุขลักษณะฯ ปี 2561 กำหนด |
| การเก็บอาหาร | แยกของดิบ-ของสุก มีภาชนะปิด ยกพ้นพื้น |
| ผู้สัมผัสอาหาร | แต่งกายสะอาด ผูกผ้ากันเปื้อน มีบัตรอบรม |
| ห้องน้ำ | สะอาด แยกจากบริเวณปรุงอาหาร มีอ่างล้างมือ |
| การกำจัดขยะ | ถังขยะมีฝาปิด แยกขยะเปียก-แห้ง เก็บมิดชิด |
นอกจากนี้ กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 กำหนดให้ทั้ง เจ้าของร้าน (ผู้ประกอบกิจการ) และ ทุกคนที่ปรุง เสิร์ฟ ล้าง หรือเก็บภาชนะ (ผู้สัมผัสอาหาร) ต้องผ่านการอบรมด้านสุขาภิบาลอาหาร หลักสูตรผู้ประกอบกิจการอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ผู้สัมผัสอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง จัดโดยกรมอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่กรมอนามัยรับรอง (ดูรอบอบรม รวมถึงหลักสูตรออนไลน์ของหน่วยที่ได้รับรอง ได้ที่ระบบลงทะเบียนและอบรมของกรมอนามัย) ค่าอบรมแล้วแต่หน่วยจัด ใบรับรองมีอายุ 3 ปี แล้วต้องอบรมใหม่ และร้านต้องเก็บรายชื่อผู้ผ่านการอบรมไว้ที่ร้าน (เรื่องมาตรฐานครัวและความสะอาดเชิงปฏิบัติอยู่ในบทที่ 15)
💡 เคล็ดลับ: ก่อนยื่นขอ ลองโทรหรือเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่เขต/เทศบาลในพื้นที่ก่อน เพราะรายละเอียดและค่าธรรมเนียมแต่ละท้องถิ่นต่างกันเล็กน้อย การไปคุยก่อนช่วยให้คุณเตรียมเอกสารถูก ไม่ต้องวิ่งหลายรอบ
⚠️ ระวัง: ถังดักไขมันเป็นข้อกำหนดที่เขียนไว้ชัดในกฎกระทรวงและเป็นจุดที่ร้านใหม่มักลืม (กทม. ตรวจร้านอาหารเรื่องนี้เป็นประจำ) ถ้าจะดัดแปลงตึกแถวเป็นร้านอาหาร วางแผนตำแหน่งและติดตั้งถังดักไขมันให้เรียบร้อยตั้งแต่งานระบบ การมาเจาะพื้นเพิ่มทีหลังแพงและเสียเวลา
ขั้นที่ 4: อย. — เมื่อไหร่ที่คุณต้องขอ
หลายคนเข้าใจผิดว่าร้านอาหารทุกร้านต้องขอ อย. ความจริงคือ ไม่ใช่
-
ไม่ต้องขอ อย.: ถ้าคุณปรุงอาหารแล้วเสิร์ฟหรือขายให้ลูกค้าที่ร้านของคุณเอง เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง กาแฟสด อาหารตามสั่ง อย. ระบุว่ากรณีนี้ไม่ต้องขออนุญาตผลิตและไม่ต้องมีเลขสารบบอาหาร ไม่ว่าจะใช้เครื่องจักรหรือคนงานเท่าไหร่ กลุ่มนี้อยู่ภายใต้การกำกับด้านสุขาภิบาลในขั้นที่ 3
-
มักต้องขอ อย.: ถ้าคุณ ผลิตอาหารแล้วนำไปวางขายที่อื่น เช่น ฝากขาย ขายส่ง หรือขายออนไลน์ อย่างน้ำพริกบรรจุกระปุก ซอสปรุงรส เครื่องดื่ม/น้ำผลไม้บรรจุขวด ขนมอบแพ็กติดแบรนด์ — โดยทั่วไปต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตและขอ เลขสารบบอาหาร (เลข อย. 13 หลัก) ยกเว้นบางชนิดที่ อย. จัดเป็น "อาหารทั่วไป" ซึ่งไม่ต้องมีเลข อย. แต่ยังต้องทำตามกฎเรื่องฉลากและสุขลักษณะ ให้เช็กประเภทอาหารของคุณกับ อย. หรือ สสจ. ก่อนผลิตจริง
-
ขอที่ไหน: ยื่นผ่านระบบ e-Submission ของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) (fda.moph.go.th) สำหรับผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ หรือที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำหรับต่างจังหวัด
-
เงื่อนไขสำคัญ: สถานที่ผลิตขนาดเล็ก (เครื่องจักรไม่ถึง 50 แรงม้าและคนงานไม่ถึง 50 คน) จัดเป็น "สถานที่ผลิตที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน" แต่ก็ยังต้องได้มาตรฐานสุขลักษณะ GMP ตามประกาศฯ ฉบับที่ 420 ค่าใช้จ่ายตามตารางของ อย. สำหรับสถานที่เล็กมาก (ไม่เกิน 5 แรงม้า คนงาน 1–6 คน) คือค่าคำขอ 1,000 บาท และค่าตรวจประเมินสถานที่ 3,000 บาท
เส้นแบ่งง่ายๆ: "กินที่ร้าน" กับ "หยิบกลับไปขายต่อ"
ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเข้าข่ายไหน ใช้คำถามนี้
- ลูกค้า กินทันที หรืออาหารถูกปรุงสดเพื่อบริโภคในเวลาอันใกล้ (รวมเดลิเวอรี่ที่ปรุงสดส่งทันที) → ปกติ ไม่ต้องขอ อย. อยู่ใต้สุขาภิบาล
- อาหารถูก บรรจุ ปิดผนึก ติดฉลาก มีวันหมดอายุ เพื่อวางขายบนชั้นหรือส่งให้ร้านอื่นขายต่อ → มักต้องขอ อย. (ขึ้นกับประเภทอาหาร)
| สินค้า/รูปแบบขาย | ต้องขอ อย.? |
|---|---|
| ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ตักเสิร์ฟหน้าร้าน | ไม่ต้อง |
| กาแฟสด/ชงสดในร้าน | ไม่ต้อง |
| น้ำพริก/แกงบรรจุกระปุกติดฉลากขายส่ง | มักต้องขอ (เช็กประเภทกับ อย.) |
| คุกกี้/บราวนี่แพ็กถุงติดแบรนด์วางขายหลายร้าน | มักต้องขออนุญาตสถานที่ผลิต (เช็กประเภทกับ อย.) |
| น้ำผลไม้/ชา บรรจุขวดปิดผนึกมีวันหมดอายุ | ต้องขอ |
| ของแห้ง/เครื่องปรุงแพ็กขายออนไลน์ | มักต้องขอ (เช็กประเภทกับ อย.) |
💡 เคล็ดลับ: ถ้าวันนี้คุณยังขายหน้าร้านอย่างเดียว ยังไม่ต้องรีบขอ อย. แต่ถ้าวางแผนต่อยอดทำสินค้าแบรนด์ตัวเองขายออนไลน์หรือฝากขาย ให้วางผังครัว/พื้นที่ผลิตให้เข้าเกณฑ์ GMP ไว้ตั้งแต่ออกแบบร้าน จะประหยัดค่าปรับปรุงภายหลังมาก (ดูการวางผังครัวในบทที่ 8)
⚠️ ระวัง: อย่านำเลข อย. ของผู้ผลิตรายอื่น (เช่น โรงงานที่คุณซื้อของมาแบ่งขาย) มาอ้างว่าเป็นของสินค้าคุณ ถ้าคุณรับมาแบ่งบรรจุใหม่ภายใต้แบรนด์ตัวเอง ถือเป็นการผลิตที่ต้องขอเลขของตัวเอง การใช้เลขผิดถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาหาร
ขั้นที่ 5: ภาษีป้าย
ภาษีป้าย (signage) — ถ้าร้านคุณมีป้ายชื่อร้าน คุณต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ที่ เทศบาล / อบต. / สำนักงานเขต ในพื้นที่ ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี อัตราตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563 (ใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2564) เป็นดังนี้
| ประเภทป้าย | ป้ายทั่วไป (ต่อ 500 ตร.ซม.) | ป้ายเคลื่อนที่/เปลี่ยนข้อความได้ (ต่อ 500 ตร.ซม.) |
|---|---|---|
| ป้ายอักษรไทยล้วน | 5 บาท | 10 บาท |
| ป้ายไทยปนต่างประเทศ หรือมีภาพ/เครื่องหมาย | 26 บาท | 52 บาท |
| ป้ายไม่มีอักษรไทย หรืออักษรไทยอยู่ใต้/ต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ | 50 บาท | 52 บาท |
ถ้าคำนวณแล้วต่ำกว่า 200 บาท ให้เสียป้ายละ 200 บาท ป้ายร้านเล็กทั่วไปจึงมักเสียประมาณ หลักร้อยถึงพันต้นๆ ต่อปี
ตัวอย่างคำนวณภาษีป้ายแบบเข้าใจง่าย
สมมติร้านคุณมีป้ายขนาด กว้าง 200 ซม. × สูง 100 ซม. = 20,000 ตร.ซม. ภาษีคิดเป็น "ช่วงละ 500 ตร.ซม." จึงเท่ากับ 20,000 ÷ 500 = 40 ช่วง
- ถ้าเป็นป้ายอักษรไทยล้วน 40 × 5 = 200 บาท/ปี
- ถ้าเป็นป้ายไทยปนอังกฤษหรือมีโลโก้ภาพ 40 × 26 = 1,040 บาท/ปี
- ถ้าไม่มีอักษรไทย หรืออักษรไทยอยู่ใต้อักษรอังกฤษ 40 × 50 = 2,000 บาท/ปี
เห็นได้ว่า "ดีไซน์ป้าย" มีผลต่อภาษีโดยตรง ป้ายขนาดเท่ากันแต่ประเภทต่างกัน เสียภาษีต่างกันได้ถึง 10 เท่า
💡 เคล็ดลับ: อยากประหยัดภาษีป้าย? ออกแบบให้มี อักษรไทยเด่นและอยู่บนสุด จะเสียถูกกว่าป้ายที่เน้นภาษาอังกฤษล้วนหรือมีภาษาไทยอยู่ใต้ภาษาต่างประเทศอย่างชัดเจน และถ้าใช้หลายป้ายรอบร้าน จำไว้ว่าเสียภาษีแยกทุกป้าย ลดจำนวนป้ายที่ไม่จำเป็นช่วยประหยัดได้
⚠️ ระวัง: ยื่นภาษีป้าย ภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี ป้ายที่ติดใหม่หลังเดือนมีนาคมต้องยื่นภายใน 15 วันนับแต่วันติดตั้ง และต้องชำระภายใน 15 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน ถ้ายื่นช้าหรือจ่ายช้ามีเงินเพิ่ม อย่าคิดว่า "ป้ายเล็กคงไม่เป็นไร" เพราะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเดินสำรวจป้ายในพื้นที่เป็นประจำ
ขั้นที่ 6: ใบอนุญาตขายสุรา (ถ้าร้านมีแอลกอฮอล์)
ใบอนุญาตขายสุรา (liquor license) — ถ้าร้านคุณมีเบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขาย ต้องขอ ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 2 (ขายครั้งละต่ำกว่า 10 ลิตร) จาก กรมสรรพสามิต ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ หรือออนไลน์ผ่านระบบ e-License ของกรมสรรพสามิต ค่าธรรมเนียม 300 บาท/ปี ถ้ายังไม่จด VAT หรือ 2,000 บาท/ปี ถ้าจด VAT แล้ว ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี (ยื่นต่ออายุล่วงหน้าได้ 90 วัน) ผู้ขอต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป และสถานที่ขายต้องไม่ติดสถานศึกษา วัด หรือสถานีบริการน้ำมัน
นอกจากใบอนุญาตสุราแล้ว ถ้าร้านขาย บุหรี่/ยาสูบ ต้องมีใบอนุญาตขายยาสูบประเภทที่ 2 จากกรมสรรพสามิตด้วย (100 บาท/ปี ถ้ายังไม่จด VAT หรือ 500 บาท/ปี ถ้าจด VAT แล้ว) ทั้งสุราและยาสูบห้ามขายให้ผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี และมีข้อกำหนดเรื่องการโฆษณา/การจัดวางที่ต้องระวัง
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจขายแอลกอฮอล์
- เวลาขาย (เปลี่ยนใหม่ปี 2026): ตั้งแต่ 29 พ.ค. 2026 ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนดให้ขายได้ต่อเนื่อง 11:00–24:00 น. (ยกเลิกช่วงห้ามขาย 14:00–17:00 แบบเดิมแล้ว) ห้ามขายนอกเวลานี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังห้ามขายในวันพระใหญ่ 5 วัน (มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา)
- ห้ามดื่มนอกเวลาในร้าน: พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ห้ามดื่มในสถานที่ขายหรือให้บริการช่วงเวลาห้ามขาย (ปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท) และเจ้าหน้าที่สั่งปิดสถานที่ได้ไม่เกิน 1 ปี
- สถานที่ห้ามขาย: มีข้อจำกัดการขายใกล้สถานศึกษา/ศาสนสถานบางประเภท ตรวจสอบทำเลก่อนวางแผนเป็นร้านที่เน้นเครื่องดื่ม
- การตรวจอายุลูกค้า: ห้ามขายให้ผู้อายุต่ำกว่า 20 ปีหรือคนเมาจนครองสติไม่ได้ กฎหมายฉบับแก้ไขปี 2568 เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ควรมีนโยบายขอดูบัตรทุกครั้งที่สงสัย
⚠️ ระวัง: รายได้จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักมีอัตรากำไรดี แต่มากับความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาพลักษณ์ ถ้าจะขาย ต้องขอใบอนุญาตให้ถูกต้อง คุมเวลาขายเคร่งครัด และฝึกพนักงานเรื่องการปฏิเสธการขายให้เป็น มิฉะนั้นค่าปรับครั้งเดียวอาจกินกำไรหลายเดือน
ขั้นที่ 7: ประกันสังคม เมื่อคุณเริ่มมีลูกจ้าง
ทันทีที่ร้านคุณ จ้างลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป คุณกลายเป็น "นายจ้าง" ตามกฎหมาย ต้อง ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้าง กับ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่จ้าง ดูข้อมูลที่ sso.go.th
- เงินสมทบ: นายจ้างและลูกจ้างนำส่งฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง โดยตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 คิดจากค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาทถึงสูงสุด 17,500 บาท/เดือน จึงสมทบฝ่ายละไม่เกิน 875 บาท/เดือน (เพดานจะขึ้นเป็น 20,000 บาทในปี 2029 และ 23,000 บาทในปี 2032) นายจ้างหักส่วนของลูกจ้างแล้วนำส่งรวมกัน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ช้ากว่านั้นอีก 7 วันทำการ) ส่งช้ามีเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน
- ทำไมต้องทำ: เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นสวัสดิการจริงให้ลูกจ้าง (รักษาพยาบาล ว่างงาน ชราภาพ) ช่วยให้ร้านน่าทำงานและรักษาคนเก่งไว้ได้
💡 เคล็ดลับ: ตั้งระบบเงินเดือนให้คำนวณและหักเงินสมทบอัตโนมัติตั้งแต่จ้างคนแรก จะได้ไม่ลืมนำส่งและไม่ต้องตามแก้ย้อนหลัง เรื่องการจ้างและบริหารคนแบบละเอียดอยู่ในบทที่ 14
⚠️ ระวัง: การจ่ายค่าจ้าง "นอกระบบ" เพื่อเลี่ยงประกันสังคม อาจดูเหมือนประหยัดช่วงแรก แต่ถ้าลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจากการทำงานหรือร้องเรียน นายจ้างต้องรับผิดชอบเองเต็มจำนวนและอาจมีโทษย้อนหลัง การทำให้ถูกตั้งแต่ต้นปลอดภัยกว่ามาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
มือใหม่หลายคนพลาดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ลองดูรายการนี้แล้วเช็คตัวเองก่อนเปิดร้าน
- เปิดขายก่อน ค่อยคิดเรื่องใบอนุญาตทีหลัง — เสี่ยงโดนสั่งหยุดขายกลางคัน วิธีเลี่ยง: ทำขั้นที่ 2–4 ให้เสร็จก่อนหรือพร้อมวันเปิด
- คิดว่าร้านเล็กไม่ต้องจดอะไรเลย — ร้านที่มีหน้าร้าน/โต๊ะนั่งประจำ เข้าข่ายต้องจดทะเบียนพาณิชย์และแจ้งจำหน่ายอาหาร วิธีเลี่ยง: โทรถามเขต/เทศบาลให้ชัด
- เข้าใจว่าทุกร้านต้องขอ อย. — ร้านปรุงเสิร์ฟหน้าร้านไม่ต้องขอ ทำให้บางคนเสียเวลา/เสียเงินไปขอผิดเรื่อง วิธีเลี่ยง: ใช้เส้นแบ่ง "กินที่ร้าน vs บรรจุขายต่อ" ในขั้นที่ 4
- ลืมต่ออายุรายปี — ค่าธรรมเนียมสถานที่จำหน่ายอาหาร ใบสุรา ภาษีป้าย ต้องจ่าย/ยื่นทุกปี และใบรับรองการอบรมผู้สัมผัสอาหารมีอายุ 3 ปี วิธีเลี่ยง: ตั้งเตือนในปฏิทินล่วงหน้า 1 เดือน
- ไม่จดวันหมดอายุและที่หน่วยงาน — พอถึงเวลาต่อ จำไม่ได้ว่าไปที่ไหน วิธีเลี่ยง: ทำตารางใบอนุญาต (ใบไหน-หน่วยงาน-ค่าธรรมเนียม-วันหมดอายุ)
- ออกแบบป้ายภาษาอังกฤษล้วนโดยไม่รู้ว่าเสียภาษีแพงกว่า — วิธีเลี่ยง: ใส่อักษรไทยเด่นอยู่บนสุดตั้งแต่ออกแบบ
- จ่ายค่าจ้างนอกระบบ เลี่ยงประกันสังคม — เสี่ยงโทษย้อนหลังและรับผิดเต็มเมื่อเกิดอุบัติเหตุ วิธีเลี่ยง: ขึ้นทะเบียน สปส. ตั้งแต่ลูกจ้างคนแรก
- เซ็นสัญญาเช่าก่อนเช็คว่าพื้นที่ขออนุญาตร้านอาหารได้ — บางอาคาร/พื้นที่มีข้อจำกัด วิธีเลี่ยง: ถามเจ้าของอาคารและเขต/เทศบาลก่อนวางมัดจำ (ดูการเลือกทำเลในบทที่ 7)
💡 เคล็ดลับ: ความผิดพลาดเกือบทั้งหมดข้างต้นป้องกันได้ด้วยสองนิสัยง่ายๆ คือ (1) "ถามหน่วยงานก่อนลงมือ" และ (2) "จดทุกวันหมดอายุไว้ในปฏิทิน" ลงทุนเวลาไม่กี่ชั่วโมงช่วยคุณประหยัดค่าปรับและความปวดหัวได้ทั้งปี
ตัวอย่างจริง: งบใบอนุญาตของ "คาเฟ่เล็ก" ขนาด 40 ตร.ม.
สมมติคุณเปิดคาเฟ่เล็กในนามบุคคลธรรมดา พื้นที่ 40 ตร.ม. มีป้ายชื่อร้าน ขายกาแฟและเบเกอรี่ทำสดหน้าร้าน (ยังไม่ขายแอลกอฮอล์ ยังไม่ทำสินค้าบรรจุขาย) ค่าใช้จ่ายด้านทะเบียน/ใบอนุญาตปีแรกโดยประมาณ
| รายการ | หน่วยงาน | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
|---|---|---|
| จดทะเบียนพาณิชย์ | เขต/เทศบาล | 50 บาท |
| หนังสือรับรองการแจ้งจำหน่ายอาหาร (≤200 ตร.ม.) | เขต/เทศบาล/สาธารณสุข | ตามข้อบัญญัติท้องถิ่น ไม่เกิน 1,500 บาท/ปี (สมมติ 200–1,000) |
| อบรมเจ้าของร้าน + ผู้สัมผัสอาหาร (2 คน) | กรมอนามัย/สสจ./ท้องถิ่น/หน่วยที่รับรอง | แล้วแต่หน่วยจัด (สมมติ 200–600 บาท/คน) |
| ภาษีป้าย (ป้ายเล็ก อักษรไทยล้วนหรือไทยเด่น) | เขต/เทศบาล | 200–800 บาท/ปี |
| รวมโดยประมาณ | ประมาณ 1,000–3,500 บาท |
จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายปีแรกของร้านเล็ก ไม่ถึงหลักหมื่น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าตกแต่งหรือค่าเช่า (งบเปิดร้านภาพรวมดูในบทที่ 5) สิ่งที่แพงกว่าคือ "เวลา" และ "ความไม่รู้" ดังนั้นเตรียมเอกสารให้พร้อมและไปติดต่อแต่เนิ่นๆ จะคุ้มที่สุด
ตัวอย่างที่สอง: ร้านอาหารนั่งทาน 120 ตร.ม. มีเบียร์ขาย
คราวนี้สมมติร้านอาหารตามสั่งขนาด 120 ตร.ม. นั่งทานในร้าน มีพนักงาน 4 คน และขายเบียร์ด้วย งบด้านทะเบียน/ใบอนุญาตปีแรกโดยประมาณ
| รายการ | หน่วยงาน | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
|---|---|---|
| จดทะเบียนพาณิชย์ | เขต/เทศบาล | 50 บาท |
| หนังสือรับรองการแจ้งจำหน่ายอาหาร (≤200 ตร.ม.) | เขต/เทศบาล/สาธารณสุข | ตามข้อบัญญัติท้องถิ่น ไม่เกิน 1,500 บาท/ปี (สมมติ 500–1,500) |
| อบรมผู้สัมผัสอาหาร (4 คน) | กรมอนามัย/สสจ./ท้องถิ่น/หน่วยที่รับรอง | แล้วแต่หน่วยจัด (สมมติ 800–2,400 บาท) |
| ภาษีป้าย (ป้ายกลาง อักษรไทยเด่น) | เขต/เทศบาล | 500–1,500 บาท/ปี |
| ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 2 | กรมสรรพสามิต | 300 บาท/ปี (ยังไม่จด VAT) หรือ 2,000 บาท/ปี (จด VAT แล้ว) |
| รวมโดยประมาณ | ประมาณ 2,000–7,500 บาท |
หมายเหตุ: ตารางนี้ ยังไม่รวม เงินสมทบประกันสังคม (ไม่มีค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียน แต่นายจ้างต้องสมทบรายเดือน 5% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 875 บาท/คน/เดือน ในปี 2026) และยังไม่รวมค่าทำบัญชี/ภาษีถ้าแปลงเป็นนิติบุคคล ตัวเลขจริงต่างกันตามท้องถิ่นและขนาดป้าย ให้ใช้เป็นกรอบประมาณการเท่านั้น
สรุป
การจดทะเบียนและขอใบอนุญาตร้านอาหารในไทยปี 2026 ไม่ได้ยากหรือแพงอย่างที่กลัว เริ่มจากเลือกรูปแบบธุรกิจ (บุคคลธรรมดาเหมาะกับร้านเล็ก) จดทะเบียนพาณิชย์ 50 บาทภายใน 30 วัน แจ้งหรือขออนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหารกับเขตหรือเทศบาลก่อนเปิด ให้เจ้าของและพนักงานผ่านการอบรมสุขาภิบาลอาหาร (ใบรับรองอายุ 3 ปี) ขอ อย. เฉพาะเมื่อทำสินค้าแปรรูปบรรจุขาย และอย่าลืมภาษีป้าย ใบอนุญาตสุรา และประกันสังคมถ้าเข้าข่าย กุญแจสำคัญมีแค่สองข้อ คือ "ถามหน่วยงานในพื้นที่ก่อนลงมือ" และ "จดทุกวันต่ออายุไว้ในปฏิทิน" ทำให้ครบตั้งแต่ต้น คุณจะเปิดร้านได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวโดนปรับ และพร้อมต่อยอดกู้เงิน ขยายสาขา หรือทำแบรนด์สินค้าในอนาคต
จำไว้ว่าค่าธรรมเนียมทั้งหมดของร้านเล็กรวมกันมักไม่ถึงหลักหมื่นในปีแรก ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับต้นทุนอื่น สิ่งที่แพงกว่าคือการเปิดแบบผิดกฎแล้วถูกสั่งหยุดขายกลางคัน หรือเสียโอกาสทางธุรกิจเพราะไม่มีเอกสารพร้อม ลงทุนเวลาทำให้ถูกตั้งแต่วันแรกคือการลงทุนที่คุ้มที่สุด
เช็คลิสต์
- ตัดสินใจรูปแบบธุรกิจ: บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (ประเมินจากกำไรสุทธิ/แผนขยาย ไม่ใช่แค่ยอดขาย)
- ถ้าตั้งบริษัท: จองชื่อและจดทะเบียนนิติบุคคลที่ DBD พร้อมขอเลขผู้เสียภาษี
- จดทะเบียนพาณิชย์ที่สำนักงานเขต/เทศบาล ภายใน 30 วัน (ค่าธรรมเนียม 50 บาท) แล้วติดใบแสดงและป้ายชื่อร้านอักษรไทยที่ร้าน
- เช็คกับเขต/เทศบาลและเจ้าของอาคารว่าพื้นที่นี้ขออนุญาตร้านอาหารได้ ก่อน เซ็นสัญญาเช่า
- วัดพื้นที่ร้านจริง ดูว่าอยู่กลุ่ม ≤200 ตร.ม. (แจ้ง) หรือ >200 ตร.ม. (ขอใบอนุญาต)
- แจ้งหรือขอใบอนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร ที่เขต/เทศบาล/สาธารณสุข ก่อนเปิดร้าน
- ถ้าขายบนทางเท้าหรือที่สาธารณะ: ขอใบอนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะจากท้องถิ่น (กรุงเทพฯ ขายได้เฉพาะจุดที่ กทม. อนุญาต)
- ติดตั้งถังดักไขมันและจัดครัวให้ผ่านเกณฑ์สุขลักษณะก่อนเจ้าหน้าที่นัดตรวจ
- เจ้าของร้านอบรมหลักสูตรผู้ประกอบกิจการ (อย่างน้อย 6 ชม.) พนักงานที่สัมผัสอาหารทุกคนอบรม (อย่างน้อย 3 ชม.) เก็บรายชื่อและใบรับรองไว้ที่ร้าน และอบรมใหม่ทุก 3 ปี
- ตรวจสอบว่าต้องขอ อย. หรือไม่ (เฉพาะอาหารแปรรูปบรรจุหีบห่อ/ขายส่ง/ออนไลน์)
- ออกแบบป้ายให้อักษรไทยเด่นและอยู่บนสุด เพื่อประหยัดภาษีป้าย
- ยื่นภาษีป้าย (ภ.ป.1) ที่เขต/เทศบาล ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี (ป้ายติดใหม่ยื่นภายใน 15 วัน)
- ขอใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 2 (และยาสูบถ้ามี) จากกรมสรรพสามิต ถ้าร้านมีแอลกอฮอล์ และแจ้งพนักงานเรื่องเวลาขาย 11:00–24:00 น. วันห้ามขาย และการตรวจอายุลูกค้า
- ขึ้นทะเบียนนายจ้าง/ลูกจ้างกับประกันสังคมภายใน 30 วัน ถ้ามีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คน และนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- เฝ้าดูยอดขาย ถ้าใกล้ 1.8 ล้านบาท/ปี เตรียมจดภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร
- ทำตารางใบอนุญาต: ใบไหน-หน่วยงาน-ค่าธรรมเนียม-วันหมดอายุ และตั้งเตือนต่ออายุล่วงหน้า 1 เดือน
- เก็บสำเนาเอกสารทุกใบไว้ในแฟ้มเดียวและสแกนลงมือถือ เผื่อหน่วยงาน/แพลตฟอร์มขอ
บทต่อไป
บทที่ 7 จะพาคุณ เลือกทำเลและเจรจาเช่าพื้นที่ — วิเคราะห์ทราฟฟิกคนเดิน ความมองเห็น โซนเดลิเวอรี่ และเทคนิคต่อรองสัญญาเช่า (เงินมัดจำ ระยะสัญญา ข้อปรับขึ้นค่าเช่า) ให้คุณได้ทำเลดีในราคาที่ร้านอยู่รอด และเชื่อมโยงกับเรื่องใบอนุญาตในบทนี้ คือ "เช็คก่อนเซ็น" ว่าพื้นที่นั้นขออนุญาตร้านอาหารได้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเมื่อ 27 กันยายน 2569 (2026) — กฎหมาย ค่าธรรมเนียม อัตราภาษี และเงื่อนไขของแพลตฟอร์มเปลี่ยนได้ ก่อนตัดสินใจเรื่องที่มีผลทางกฎหมายหรือการเงิน ควรเช็กกับหน่วยงานหรือผู้ให้บริการโดยตรงอีกครั้ง
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — คู่มือการจดทะเบียนพาณิชย์ (เกณฑ์ 300 บาท/วัน, ข้อยกเว้นการค้าเร่ การค้าแผงลอย)
- ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2567 (ราชกิจจานุเบกษา 4 มิ.ย. 2567)
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — ยุติรับจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่แบบ Walk-in เริ่ม 1 ก.ค. 2569 (ใช้ DBD Biz Regist)
- กรมอนามัย — พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ — การขอหนังสือรับรองการแจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร ไม่เกิน 200 ตร.ม. (ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,500 บาท/ปี)
- ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ — การขอใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร เกิน 200 ตร.ม. (ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 4,500 บาท)
- กรมอนามัย — กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 (การอบรม ถังดักไขมัน)
- กรมอนามัย — ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร พ.ศ. 2561
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — คำถามที่พบบ่อยเรื่องการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารและ GMP
- กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น — หนังสือแจ้งกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563 (PDF)
- ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ — การรับชำระภาษีป้าย (ยื่น ภ.ป.1 ภายในมีนาคม ชำระภายใน 15 วัน)
- ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ — การขออนุญาตขายสุรา (ประเภทที่ 2: 300 บาท/ปี หรือ 2,000 บาท/ปีถ้าจด VAT)
- กรมสรรพสามิต — ใบอนุญาตขายสุราและยาสูบ
- ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2569 (ราชกิจจานุเบกษา 28 พ.ค. 2569)
- พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 9 ก.ย. 2568)
- ราชกิจจานุเบกษา — กฎกระทรวงค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม (เพดาน 17,500 บาท ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569)
- กรมสรรพากร — การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (รายรับเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี)
- กรมสรรพากร — พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) คงอัตรา VAT 7% ถึง 30 ก.ย. 2570
- กรมสรรพากร — อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- กรมสรรพากร — พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 (หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% สำหรับภัตตาคารและการปรุงอาหาร/เครื่องดื่มจำหน่าย)
- กรมสรรพากร — อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME