บทที่ 21/23 บทเสริม: เปิดร้านตามประเภทและแอปเดลิเวอรี่ · ⏱ อ่าน ~9 นาที · อัปเดต

เปิดร้านกาแฟ 2569: ใช้เงินเท่าไหร่ ต้องมีอะไรบ้าง ขายวันละกี่แก้วถึงคุ้ม

ตอบสั้นๆ: ร้านกาแฟเริ่มได้ 3 แบบ คือรถเข็นหรือคีออสก์ ร้านเล็กขายกลับบ้าน และคาเฟ่นั่งได้ ก้อนเงินใหญ่ของทุกแบบคือ เครื่องชงกับเครื่องบด (ตัวอย่างชุดใหม่มีประกันราว 90,000 บาท) ส่วนคาเฟ่นั่งได้ 20–30 ที่นั่งใช้งบรวมราว 300,000–1,300,000 บาท เพราะมีค่าตกแต่ง งานระบบ และมัดจำค่าเช่า ก่อนเปิดต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แจ้งสถานที่จำหน่ายอาหาร และอบรมสุขาภิบาลอาหาร แล้วคำนวณให้ได้ว่าต้องขาย วันละกี่แก้ว ถึงคุ้มค่าเช่า ค่าแรง และค่าน้ำไฟ

ร้านกาแฟดูเหมือนธุรกิจที่เริ่มง่าย ต้นทุนวัตถุดิบต่อแก้วไม่สูง ลูกค้าซื้อซ้ำทุกวัน แต่ตลาดกาแฟในเมืองไทยแข่งกันหนัก ทั้งร้านเครือข่ายใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และคาเฟ่คอนเซปต์ บทนี้จะพาคุณดูตัวเลขจริงก่อนตัดสินใจ ตั้งแต่งบ ใบอนุญาต อุปกรณ์ ต้นทุนต่อแก้ว ไปจนถึงยอดขายที่ต้องทำได้ต่อวัน โดยอ้างตัวเลขที่ละเอียดกว่าจากบทหลักของคู่มือนี้

💡 เคล็ดลับ: ก่อนลงเงินเปิดหน้าร้าน ลองออกบูธตลาดนัดหรืออีเวนต์สัก 2–4 สัปดาห์ จะรู้ว่าลูกค้ายอมจ่ายแก้วละเท่าไหร่ และเมนูไหนขายได้จริง (วิธีทดสอบตลาดอยู่ในบทที่ 3)

เลือกรูปแบบร้านกาแฟ

รูปแบบ เหมาะกับ จุดเด่น ข้อควรระวัง
รถเข็น / คีออสก์ ทุนน้อย ทำเลคนเดินผ่าน เช่น หน้าออฟฟิศ ตลาด ค่าเช่าต่ำ เปิดเร็ว ไม่มีที่นั่ง ขึ้นกับทำเลมาก ไฟฟ้าและน้ำต้องพอสำหรับเครื่องชง
ร้านเล็กขายกลับบ้าน ย่านชุมชน หอพัก ออฟฟิศ ตกแต่งน้อย เน้นความเร็ว แข่งราคากับร้านสะดวกซื้อและร้านเครือข่าย
คาเฟ่นั่งได้ ทำเลมีคนอยากนั่งนาน เช่น ใกล้มหาวิทยาลัย ย่านท่องเที่ยว ขายขนมและอาหารเบา ๆ เพิ่มได้ สร้างแบรนด์ได้ ค่าเช่า ค่าแอร์ ค่าพนักงานสูง จุดคุ้มทุนสูงกว่ามาก

การเลือกคอนเซปต์และลูกค้าเป้าหมายอยู่ในบทที่ 2 ส่วนการเลือกทำเลและต่อรองค่าเช่าอยู่ในบทที่ 7

ใช้เงินเท่าไหร่

ตัวเลขด้านล่างมาจากตารางต้นทุนเริ่มต้นในบทที่ 5 (ช่วงราคาโดยทั่วไปปี 2569 ขึ้นกับทำเลและว่าคุณซื้อใหม่หรือมือสอง)

รายการ ตัวอย่างคาเฟ่ 25 ที่นั่ง (บาท)
มัดจำ 2 เดือน + ค่าเช่าเดือนแรก (เช่า 25,000) 75,000
งานระบบไฟฟ้า/น้ำ/แก๊ส + ปรับปรุงครัว 120,000
ตกแต่ง ทาสี เคาน์เตอร์ ป้าย ไฟ 130,000
โต๊ะ-เก้าอี้ 25 ที่นั่ง 45,000
เครื่องทำกาแฟ + เครื่องบด (ใหม่ มีประกัน) 90,000
ตู้แช่ ตู้เย็น เตา อุปกรณ์ครัว 110,000
สต็อกวัตถุดิบ + บรรจุภัณฑ์ล็อตแรก 35,000
ค่าจดทะเบียน/ใบอนุญาต/ป้าย เบ็ดเตล็ด 20,000
รวมค่าเปิด 625,000
+ ทุนหมุนเวียน 1 เดือน 90,000
รวมที่ควรมีก่อนเริ่ม (ยังไม่รวมเงินสำรอง) ประมาณ 715,000

รถเข็นหรือคีออสก์กาแฟตัดก้อนตกแต่ง งานระบบ และมัดจำหน้าร้านออกไปได้มาก แต่ยังต้องมีเครื่องชง เครื่องบด ตู้เย็นหรือถังน้ำแข็ง และทุนหมุนเวียนอย่างน้อย 1 เดือน ควรเผื่อเงินสำรอง 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายคงที่ไว้ด้วย วิธีคำนวณอยู่ในบทที่ 5

⚠️ ระวัง: เครื่องชงกาแฟตัวหลักเป็นของที่ "ไม่ควรเสี่ยงมือสอง" เพราะซ่อมแพงและพังแล้วขายไม่ได้ทั้งวัน ควรซื้อใหม่หรือมีประกันและช่างดูแลใกล้ร้าน ส่วนโต๊ะ ตู้แช่ และอุปกรณ์สแตนเลส ซื้อมือสองสภาพดีประหยัดได้มาก

ใบอนุญาตที่ร้านกาแฟต้องมี

  1. จดทะเบียนพาณิชย์ ที่สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) หรือเทศบาล/อบต. ภายใน 30 วันหลังเริ่มขาย ค่าธรรมเนียม 50 บาท
  2. แจ้งหรือขออนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหาร กับท้องถิ่นก่อนเปิด ร้านไม่เกิน 200 ตร.ม. ใช้หนังสือรับรองการแจ้ง ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,500 บาทต่อปี ร้านเกิน 200 ตร.ม. ต้องขอใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 4,500 บาทต่อปี
  3. อบรมสุขาภิบาลอาหาร เจ้าของร้านและพนักงานที่สัมผัสอาหารทุกคน
  4. ภาษีป้าย ยื่นภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ป้ายที่มีอักษรไทยเด่นเสียภาษีถูกกว่า
  5. ประกันสังคม ถ้ามีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คน ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันจ้าง
  6. อย. ไม่ต้องขอถ้าชงขายที่ร้าน แต่ต้องดูเงื่อนไขถ้าจะขายเครื่องดื่มบรรจุขวดหรือเมล็ดกาแฟบรรจุถุงไปขายที่อื่น

รายละเอียด หน่วยงาน และลิงก์กฎหมายของแต่ละข้ออยู่ในบทที่ 6 จดทะเบียนและใบอนุญาตร้านอาหาร

อุปกรณ์ร้านกาแฟที่ต้องมี

  • เครื่องชงเอสเปรสโซและเครื่องบดกาแฟ หัวใจของร้าน เลือกขนาดหัวชงให้พอกับช่วงคนเยอะ
  • เครื่องกรองน้ำ น้ำมีผลกับรสชาติและอายุเครื่องชง
  • ตาชั่งดิจิทัล ชั่งผงกาแฟให้เท่ากันทุกแก้ว ต้นทุนและรสชาติจะคงที่
  • ตู้เย็นหรือตู้แช่ สำหรับนมและวัตถุดิบ และ ที่เก็บน้ำแข็ง หรือแหล่งซื้อน้ำแข็งที่ส่งได้ทุกวัน
  • เครื่องปั่น ถ้ามีเมนูปั่น
  • แก้ว ฝา หลอด ถุง สำหรับขายกลับบ้าน
  • ระบบรับออเดอร์และรับเงิน ให้ลูกค้าสแกน QR สั่งเองหรือให้พนักงานคีย์ และรับเงินด้วย QR พร้อมเพย์ยอดตรงบิล

การวางผังบาร์ ที่ตั้งเครื่อง และงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องชง ดูในบทที่ 8

ต้นทุนกาแฟต่อแก้ว

ต้นทุนต่อแก้วคือวัตถุดิบทุกอย่างที่อยู่ในแก้วนั้น เช่น เมล็ดกาแฟตามกรัมที่ใช้ นม น้ำเชื่อม น้ำแข็ง และแก้ว ฝา หลอด ลองดูตัวอย่างสมมติของ ลาเต้เย็น (ใช้ราคาวัตถุดิบของร้านคุณแทน)

วัตถุดิบ สมมติ ต้นทุน (บาท)
เมล็ดกาแฟ 18 กรัม กิโลกรัมละ 600 บาท 10.80
นมสด 150 มล. ลิตรละ 50 บาท 7.50
น้ำเชื่อม น้ำแข็ง 2.00
แก้ว ฝา หลอด 3.50
รวม 23.80

ถ้าขายแก้วละ 75 บาท food cost = 23.80 ÷ 75 × 100 ≈ 32% เครื่องดื่มมักมีต้นทุนวัตถุดิบราว 25–30% ของราคาขาย ถ้าสูงกว่านี้มาก ลองปรับสูตร ขนาดแก้ว หรือราคา คำนวณต้นทุนของเมนูจริงได้ที่เครื่องคำนวณต้นทุนอาหาร และวิธีตั้งราคาเมนูทั้งร้านอยู่ในบทที่ 10

ขายวันละกี่แก้วถึงคุ้ม

สูตรคือ จำนวนแก้วต่อเดือนที่คุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ต่อเดือน ÷ (ราคาขายต่อแก้ว − ต้นทุนผันแปรต่อแก้ว)

ตัวอย่างสมมติของร้านกาแฟเล็กขายกลับบ้าน:

รายการ บาทต่อเดือน
ค่าเช่า 15,000
ค่าแรงพนักงาน 1 คน 12,000
ค่าน้ำ ค่าไฟ 5,000
ค่าอื่น ๆ (อินเทอร์เน็ต ซ่อมบำรุง ฯลฯ) 3,000
ต้นทุนคงที่รวม 35,000

ขายแก้วละ 60 บาท ต้นทุนผันแปรแก้วละ 18 บาท กำไรส่วนเกินแก้วละ 42 บาท → ต้องขาย 35,000 ÷ 42 ≈ 834 แก้วต่อเดือน หรือ ราว 28 แก้วต่อวัน ถ้าเปิด 30 วัน นี่คือจุดที่ "ไม่ขาดทุน" ยังไม่ใช่กำไร และยังไม่ได้หักค่าแรงของเจ้าของ ใส่ตัวเลขจริงของร้านในเครื่องคำนวณจุดคุ้มทุน ได้เลย

💡 เคล็ดลับ: คาเฟ่นั่งได้มีค่าเช่า ค่าแอร์ และค่าพนักงานสูงกว่าร้านขายกลับบ้านมาก จุดคุ้มทุนจึงสูงกว่า ขนมและอาหารเบา ๆ ช่วยเพิ่มยอดต่อบิล ลองคิดยอดต่อบิล × จำนวนบิลต่อวัน ควบคู่กับจำนวนแก้ว

รับออเดอร์และรับเงินให้เร็วในช่วงคนเยอะ

ช่วงเช้าก่อนเข้างานคือช่วงที่ร้านกาแฟเสียลูกค้าเพราะคิวยาวมากที่สุด วิธีที่ช่วยได้:

  • ให้ลูกค้าที่นั่งในร้าน สแกน QR สั่งเองที่โต๊ะ ออเดอร์เข้าบาร์ทันที พนักงานไม่ต้องเดินรับออเดอร์
  • ลูกค้าขายกลับบ้าน ใช้ คีออสก์สั่งเองบนแท็บเล็ต หรือ QR หน้าร้าน แล้วเรียกตามเลขออเดอร์
  • รับเงินด้วย QR พร้อมเพย์ยอดตรงบิล ลดการทอนเงิน
  • มีระบบคิวรอหน้าร้านสำหรับคาเฟ่ที่คนรอที่นั่ง

ThaiQROrder ทำได้ทุกข้อด้านบนบนมือถือหรือแท็บเล็ตที่ร้านมีอยู่ ใช้ฟรีทุกฟีเจอร์ถึง 31 ธ.ค. 2569 ดูรายละเอียดที่ระบบ POS ร้านอาหาร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ทุ่มงบตกแต่งจนไม่เหลือทุนหมุนเวียน คาเฟ่สวยแต่ยอดยังไม่นิ่งในช่วงแรก ร้านจะสะดุดถ้าไม่มีเงินสำรอง
  • ไม่ชั่งกาแฟ ต้นทุนและรสชาติแกว่งทุกแก้ว
  • เมนูเยอะเกินไป วัตถุดิบเหลือทิ้ง พนักงานจำสูตรไม่ได้ เริ่มจากเมนูหลักที่ขายดีแล้วค่อยเพิ่ม
  • ไม่ได้เช็กไฟฟ้าก่อนเซ็นสัญญาเช่า เครื่องชงกินไฟมาก ทำเลบางที่ต้องเพิ่มขนาดมิเตอร์
  • ลืมคิดค่า GP เมื่อขายผ่านแอปเดลิเวอรี่ ราคาในแอปต้องเผื่อค่า GP และ VAT ของค่า GP (คำนวณได้ที่เครื่องคำนวณค่า GP)

เช็คลิสต์

  • เลือกรูปแบบร้าน (รถเข็น/คีออสก์ ร้านขายกลับบ้าน คาเฟ่นั่งได้) และลูกค้าเป้าหมาย
  • ทดสอบตลาดด้วยบูธหรือป๊อปอัพก่อนเซ็นสัญญาเช่า
  • เช็กไฟฟ้า น้ำ และการขออนุญาตร้านอาหารของพื้นที่ก่อนเซ็นสัญญาเช่า
  • ทำงบ 6 ก้อน รวมเงินสำรอง 3–6 เดือน (บทที่ 5)
  • จดทะเบียนพาณิชย์ แจ้งสถานที่จำหน่ายอาหาร และอบรมสุขาภิบาลอาหาร (บทที่ 6)
  • ซื้อเครื่องชงและเครื่องบดใหม่หรือมีประกัน พร้อมเครื่องกรองน้ำและตาชั่ง
  • คิดต้นทุนต่อแก้วของทุกเมนู แล้วตั้งราคาให้ food cost อยู่ในเกณฑ์
  • คำนวณจำนวนแก้วต่อวันที่คุ้มทุน และเทียบกับคนที่เดินผ่านทำเล
  • ตั้งระบบรับออเดอร์ QR และ QR พร้อมเพย์ก่อนวันเปิด

บทต่อไป

บทที่ 22 พาไปดู การเปิดร้านอาหารตามสั่ง ตั้งแต่เมนูยอดนิยม ต้นทุนต่อจาน จนถึงการจัดครัวให้ออกอาหารเร็ว ส่วนถ้าจะขายผ่านแอปเดลิเวอรี่ด้วย บทที่ 23 สรุปวิธีสมัครแต่ละแอป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2569 (2026) — ตัวเลขงบประมาณเป็นช่วงราคาและตัวอย่างโดยทั่วไป ไม่ใช่ใบเสนอราคา ค่าธรรมเนียมและกฎหมายอาจเปลี่ยน ควรเช็กกับหน่วยงานในพื้นที่อีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

เปิดร้านกาแฟใช้เงินเท่าไหร่

ขึ้นกับรูปแบบ คาเฟ่นั่งได้ 20–30 ที่นั่ง ถ้านับรวมมัดจำค่าเช่าและทุนหมุนเวียนเดือนแรก มักอยู่ราว 300,000–1,300,000 บาท ตัวอย่างงบกลาง ๆ ของคาเฟ่ 25 ที่นั่งในบทที่ 5 รวมราว 715,000 บาท ยังไม่รวมเงินสำรอง 3–6 เดือน รถเข็นหรือคีออสก์ใช้น้อยกว่ามากเพราะไม่มีค่าตกแต่งและงานระบบ แต่ก้อนใหญ่คือเครื่องชงกับเครื่องบด ตัวอย่างชุดใหม่มีประกันราว 90,000 บาท

เปิดร้านกาแฟต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง

หลัก ๆ คือจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันหลังเริ่มขาย ค่าธรรมเนียม 50 บาท แจ้งหรือขออนุญาตสถานที่จำหน่ายอาหารกับเขตหรือเทศบาลก่อนเปิด (ร้านไม่เกิน 200 ตร.ม. ใช้หนังสือรับรองการแจ้ง ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,500 บาทต่อปี) เจ้าของและพนักงานที่สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรมสุขาภิบาลอาหาร และยื่นภาษีป้ายถ้ามีป้ายร้าน ถ้ามีลูกจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม

ร้านกาแฟต้องขอ อย. ไหม

ร้านที่ชงแล้วขายให้ลูกค้าที่ร้านไม่ต้องขอเลข อย. แต่ถ้าผลิตเครื่องดื่มหรือเมล็ดกาแฟบรรจุขวดหรือถุงไปวางขายที่อื่นหรือขายออนไลน์ โดยทั่วไปต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตและเลขสารบบอาหาร รายละเอียดอยู่ในบทที่ 6

ต้นทุนกาแฟต่อแก้วคิดยังไง

รวมต้นทุนวัตถุดิบทุกอย่างในแก้ว เช่น เมล็ดกาแฟตามกรัมที่ใช้ นม น้ำเชื่อม น้ำแข็ง แก้ว ฝา หลอด แล้วหารด้วยราคาขายเป็น food cost เปอร์เซ็นต์ เครื่องดื่มมักมีต้นทุนวัตถุดิบราว 25–30% ของราคาขาย ลองคำนวณด้วยเครื่องคำนวณต้นทุนอาหารของ ThaiQROrder

ร้านกาแฟต้องขายวันละกี่แก้วถึงคุ้มทุน

ใช้สูตร จำนวนแก้วต่อเดือนที่คุ้มทุน = ต้นทุนคงที่ต่อเดือน ÷ (ราคาขายต่อแก้ว − ต้นทุนผันแปรต่อแก้ว) เช่น ต้นทุนคงที่ 35,000 บาทต่อเดือน ขายแก้วละ 60 บาท ต้นทุนผันแปร 18 บาท จะต้องขายราว 834 แก้วต่อเดือน หรือราว 28 แก้วต่อวันถ้าเปิด 30 วัน ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่าง ให้ใส่ตัวเลขจริงของร้านในเครื่องคำนวณจุดคุ้มทุน

ร้านกาแฟต้องจด VAT ไหม

ไม่ต้องจนกว่ารายรับจะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เมื่อเกินต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกิน

เครื่องมือฟรีที่ใช้กับบทนี้